พราะรัก ...

                    เมื่อวันเด็กที่ผ่านมาก็ยังถาม “โตขึ้นหนูจะเป็นอะไร”
ทั้งที่รู้ว่าเป็นคำถามทีโบก็ยังอดถามไม่ได้ “หมอ ครู พยาบาล ตำรวจ
ทหาร วิศวกร” แหม... เปลี่ยนกันบ้างก็ได้ค่ะ

      พอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้รุ่นพี่ถามว่าอยากเอกอะไร
สมัยโน้นมักว่าฝรั่งเศสหรือภาษาอังกฤษ รุ่นพี่ก็ขำๆ บอกว่าตอบแบบนี้
ทั้งน้านนน หากใครตอบว่าอยากเป็น “บรรณารักษ์” ละก็คงของแปลก
แน่นอนแล้วทำไมไม่ตอบ.....ก็กลัวเป็นของแปลกค่ะ

      พอมาทำงานหลายคนถามว่าทำไมจึงมาเป็น “บรรณารักษ์” ตอบว่า
อยากเป็น และอยากเป็นมานาน สมมติฐานของคนถามคือ อ๋อ...ชอบอ่าน
หนังสือ พิสูจน์สมมุติฐานว่าจากพฤติกรรมของบรรณารักษ์จากความรู้สึกว่า
ชอบอ่านหนังสือ ....โถ....จริงซะที่ไหน ที่เห็นว่านั่งอ่าน นั่นเรียกว่า
“งาน” ค่ะ สำหรับตัวเองบอกกับใครๆทุกครั้งว่า
“เพราะรัก จึงสมัครใจ”

     รักห้องสมุด รักหนังสือ รักที่จะอ่าน รักที่จะทำห้องสมุดอย่างที่ตัวเอง
“รู้สึก” อยากให้เป็นเพราะ “อดีต” เคย “ผิดหวัง” ที่ห้องสมุดที่พบไม่ได้เป็น
อย่างใจ อยากเปิดห้องสมุดเช้าๆ อยากมีหนังสือเยอะๆ อยากไปคุยกับครู
ที่อยู่ในห้องสมุด อยากไปนอนอ่านหนังสือ อยากยืมหนังสือกลับบ้าเยอะๆ
แต่ห้องสมุดสมัยโน้น ไม่มีอะไรอย่างที่เราอยากให้เป็นหรอก เปิดห้องให้
เด็กเข้าถูพื้น...เอ๊ย....อ่านหนังสือก็บุญแล้ว


     ตอนอยู่ประถมต้องเดินลัดสนามฟุตบอลไปอีกตึกหนึ่ง ปีนบันไดไป
ชั้นสองซุกๆ ตัวตามซอกชั้น ขาสั้นๆทำให้รู้สึกว่าไกลจัง และด้วยความที่มา
คนเดียว ระยะทางดูเหมือนจะยิ่งทอดยาวออกไป ในห้องมีแต่คนถูพื้นเต็มไป
หมด ห้องสมุดจึงสะอาดมันแผล่บ ด้วยความที่สะอาดมากๆ จึงต้องปิดห้อง
ทิ้งไว้ เปิดเข้ามาดูแลสัปดาห์ละครั้งสองครั้ง บางวันมาเก้อ  

      หากวันไหนมาแล้วโชคดีห้องสมุดเปิด ก็จะดีใจที่ได้อ่านหนังสือ
ดังนั้นจึงตั้งต้นใหม่ไล่อ่านเป็นชั้นๆ อ่านสะสมไปเรื่อยๆจนหมด จนอ่านใหม
อีกรอบและอีกรอบ เพราะไม่มีหนังสืออะไรเพิ่มขึ้นมาอีกเลย
คราวนี้จึงเลิกไปห้องสมุดหันมาอ่านหนังสือพิมพ์ ในทุกหน้า ทุกตัวอักษร
ไม่เว้นกระทั่งหน้าโฆษณา

      พออยู่มัธยมปลายโชคดีที่ห้องสมุดอยู่ใกล้ จึงอาสาไปทำความสะอาด
ห้องสมุด เพราะจะได้อ่านหนังสือ และเป็นที่หลบซ่อนตัวในยามที่ไม่อยาก
ไปเรียนบางวิชา .........

      อาชีพ “บรรณารักษ์” ไม่เป็นที่รู้จัก ไปถามครูในห้องสมุดว่าอยากมา
อยู่ในห้องสมุดต้องทำอย่างไร ครูบอกว่าให้เรียนบรรณารักษ์ คือความ
ทรงจำของจุดเริ่มต้นวิชานี้.........

      วิชาเอกบรรณารักษศาสตร์ ก่อนสมัยที่มีคำว่าสารสนเทศศาสตร์ อะไร
เทือกนี้อยู่ต่อหน้าหรือไว้ข้างท้าย เปิดสอนอยู่ในคณะอักษรศาสตร์ หรือ
มนุษยศาสตร์ มักมีจำนวนผู้เรียนไม่มาก คนเรียนก็มักอยู่รวมตัวกันใน
ห้องสมุด ทำอะไรไม่รู้หน้าดำคร่ำเคร่ง ดูเป็นคนเจ้าระเบียบ

      ในความเป็นระเบียบนั้น รัศมีของคนเรียนวิชานี้คือ รู้ไปโหม้ด เวลามีคน
คุยอะไรกัน ก็จะบอกตัวเองว่าอันนี้ก็เคยเรียน อันนั้นก็เคยเรียน จึงเป็นที่ฉงน
ว่า โห! เรียนอะไรกันแน่.....

      จึงอดไม่ได้ที่จะค้นๆ Transcript ใบเก่าๆ คร่ำคร่า ที่สะท้อนถึงอายุคน
เรียน เข้าท่าดีแฮะหากนำมาเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนนั้นเรียนอย่างไร ทุกรอบปี
รอบวัน และทุกวินาทีของการทำงานเราใช้วิชาต่างๆ ที่ครูบาอาจารย์สั่ง
สอนมาทั้งสิ้น ทุกขณะจึงทำให้คิดว่าเราโชคดีจังที่มาเรียน
วิชานี้......

      เช้านี้เดินเข้ามาห้องสมุด ห้องสมุดของเราเป็น Academic Library
เชียวนะ แต่ทิศไหนล่ะ ที่ห้องสมุดของเราเลือกเดิน Electronic Virtual
Digital Research Creativ เลือกได้ตามใจ หรือมีคนเลือกให้เราเดิน
เนื่องจากไม่ได้อยู่ในมหาวิทยาลัยวิจัย ที่มหาวิทยาลัยจึงประกาศตัวว่า
คือ มหาวิทยาลัยแห่งการสร้างสรรค์ และห้องสมุดก็ต้องไปตาม
มหาวิทยาลัย แต่ขอมีเครื่องหมายคำถามไว้ถามตัวเอง ว่าจะทำอย่างไรให้
เห็นเป็นจริง......





     
มาเช้าๆ แบบนี้  ต้องเดินดูรอบๆ บริเวณสักหน่อยว่ามีอะไรผิดปกติไหม
อืมม... ใกล้หน้าร้อนแล้ว ใบไม้เริ่มร่วงแล้ว ท่าทางจะแล้งนาน คงต้องจัด
เวรรดน้ำต้นไม่รอบๆ มากขึ้น มาลงชื่อปฏิบัติงาน เพื่อนร่วมงานเรามาครบ
ไหม ครบ... ดีจัง ไม่ครบ ใครจะทำหน้าที่แทน....  ชั้น 1 2 3 4 สะอาด
เรียบร้อยดีไหม....  ใกล้ปิดเทอมแบบนี้ถึงเวลาต้องทำแผนงาน
ปรับแผนกลางปีอีกแล้วสิ  เจ้าหน้าที่การเงินมาเตือนเรื่องการใช้เงิน 
ต้องเตรียมแผนซื้อวัสดุครุภัณฑ์ เหลือบดูปฏิทินอ้าว...สิ้นเดือนมีนาคม
ต้องรายงานผลการปฏิบัติงานกันอีกแล้ว จะได้ขึ้นกันไหมเนี่ย ....
นี่เรากำลังอยู่กับวิชา
Library Administration เหรอเนี่ย

        เป็นวิชาที่ครูเฝ้าเพียรสั่งสอนให้รู้จักหลักการบริหาร
4 M  Man
การบริหารกำลังคน
 Money  การบริหารเงิน Materials การบริหารวัสดุ
และ
Management การจัดการ ..........ไม่น่าเชื่อเลยว่าเราใช้วิชานี้
ทุกวินาที
ครูบอกสิ่งที่มีปัญหามากที่สุดคือ คน ใครรึจะกล้าเถียงคะ





      
เสียงแก๊ก ๆๆ ของที่เย็บกระดาษ ที่พี่ๆ ใช้เย็บหนังสือพิมพ์เตรียออ
บริการมีหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ทำไมต้องพิมพ์เล็กกว่าหนังสือส่วนกลางด้วย
แปลกใจจัง

         วันนี้มีนิตยสารมาแซมๆ หลายเล่ม หน้าตา รูปร่างขนาดไม่เหมือน
กันเลย เดินผ่านไปตรวจชั้นหนังสือ โห... บางเล่มเก่าจัง ผ่านตู้หนังสือ
หายาก เรียงรายตัวอักษรแปลกจัง... ประวัติหนังสือและการพิมพ์คงผูก
เงื่อนเวลากับประวัติศาสตร์สินะ คงต้องไปฟื้นฟูวิชา History of Books
and Printing
ท่องกันไป จนฝั่งประวัติศาสตร์ชะโงกหน้ามาถาม
พอเรียนต่อไปฝั่งเทคโนโลยีทางการศึกษาก็ถาม เรียนด้วยหรือจ๊ะ
ทั้งประวัติศาสตร์ และทั้งประวัติของการพิมพ์ วิชานี้ทำให้เข้าใจเรื่องราว
ความรู้ และความคิดของผู้คนในประวัติศาสตร์

         หนังสือพิมพ์กับนิตยสารจากร้านค้าท้องถิ่นก็ “บอกรับโดยตรง” หาก
เป็นวารสารต่างประเทศเราชอบแบบ “บอกรับผ่านตัวแทน” เป็นหนังสือก็ต้อง
 “จัดซื้อ” สินะ นี่ยังไม่นับเรื่อง “ใบเสนอราคา” “ใบส่งของ” “ใบเสร็จรับเงิน"
“วงเงิน” …... ตอนเรียนช่างเข้าใจยากนักกับวิชา Selection of
Materials for Libraries

         แปดโมงยี่สิบห้านาที แว่วเสียงว่า....พร้อมเปิดบริการแล้วหรือยังคะ
พร้อมค่ะ/ครับ เหลือบดูทุกคนหน้าตาแจ่มใส่พร้อมให้บริการ ประจำ
เคาน์เตอร์ ทางเข้าออก เสียงจ๊อกแจ๊ก จอแจก็พลันหยุดโดยอัตโนมัติเมื่อ
ประตูเปิดต้อนรับ “สวัสดีค่ะ” “เชิญทางนี้ค่ะ” “ยืม 3 เล่มนะคะ เรียบร้อย
แล้วค่ะ” “กำหนดส่งวันที่ 14 กุมภา นะคะ” อ้าวนี่พาตัวเองมาอยู่ในวิชา
Library Services นี่นา

      ชอบวิชานี้ตอนที่ครูบอกวาให้คิดว่าเราจะสร้างห้องสมุดอะไร จัดบริการ
อะไร รายงานชิ้นนั้นทำเรื่อง
“ห้องสมุดดอกลำดวน” ให้กับสถานสงเคราะห์
คนชรา จำได้ว่าต้องไปอ่านหนังสือเกี่ยวกับผู้สูงอายุเป็นตั้ง นับว่าเป็นรายงาน
ที่ฟังดูแล้วยังเข้าท่าจนถึงปัจจุบัน (คิดแบบเข้าข้างตัวเอง)

      
พี่ๆ ใช้ระบบห้องสมุดอัตโนมัติอย่างคล่องแคล่ว .... แม้จะไม่เคยเรียน
วิชา Introduction to Computer อย่างเรา ตัวเราโชคดีที่เรียนมาบ้าง .....
ส่วนรุ่นหลังเรียนกันอย่างมากมาย ด้วยความที่เรียนเรื่องราวของคอมพิวเตอร์
มาน้อยจึงต้องอดทนเรียนรู้กับเทคโนโลยีสารสนเทศที่ไปไวเหลือเกิน จนไม่
อยากกระพริบตา เครื่องใหญ่ จอหนา มิใช่แบนๆ บางๆแบบที่เห็นตอนนี้







     

 








   

      “ขอเปลี่ยนช่องโทรทัศน์ได้ไหมคะ ช่วงนี้มีรายการถ่ายทอดพิเศษ
อยากดูค่ะ” ยกรีโมทกดจึ๊กจึ๊ก มองป้ายเตือนความทรงจำให้เจ้าหน้าที่
20.30 น. เปิดเสียงตามสาย เตือนให้มายืมหนังสือ 21.45 น. เปิดเตือนเมื่อ
ใกล้ปิดห้องสมุด ...... เรื่องราวแบบนี้นึกถึงวิชา Audio Visual Materials
and Technique
ที่ครูบอกว่าของพวกนี้ไม่ต้องไปกลัวว่าใช้ไม่เป็น เพราะมี
คู่มือบอกอยู่แล้ว หากไม่มีก็เขียนใหม่......ครูบอกอีกเช่นกันว่า “เล่นไม่ยาก”
และอย่ากลัว เสียก็ซ่อม พังก็ทิ้ง เพราะสร้างมาเพื่ออำนวยความสะดวกสบาย
ให้เราทำงาน ไม่ใช่เครื่องลายคราม หรือสังคโลก ที่ประมาณค่ามิได้



       วันศุกร์บ่ายๆ แบบนี้เด็กเล็กๆ คงมาอ่านหนังสือสินะ นับก้าวกันไป 1 2
3 4 5
..... จนถึงห้องโลกของหนู แล้วเด็กโตอีกนิดคงหาหนังสืออ่านได้จาก
ห้องสมุดละสิ .... เด็กๆ กับหนังสือ อ๊ะอา...นี่ก็วิชา
Juvenile Literature

       วิชานี้ไปฝึกกิจกรรมด้วยการไปอ่านหนังสือให้เด็กๆ ที่มีบ้านพักอยู่รอบๆ
มหาวิทยาลัย เก็บข้อมูลรายบุคคล ว่าเด็กสนใจหรือไม่สนใจ แล้วแก้ไขปัญหา
อย่างไร  แล้วกลับเข้ามารายงานผลเพื่อนๆ จะได้รู้  คลับคล้ายการทำ
KM

       ปัจจุบันเวลาไปออกชุมชน ประสบการณ์ของที่หนึ่งก็จะนำไปพัฒนาหรือปรับใช้อีกที่หนึ่ง



        ห้องสมุดเราไม่มีตู้บัตรรายการแล้วสินะ หนังสือนับแสนรายการใช้
ปลายนิ้วจิ้มหรือพิมพ์สัมสัม ไม่ต้องใช้มือดึงลิ้นชัก แล้วใช้ความสัมพันธ์ของ
สายตากับปลายนิ้วกรีดบัตรทีละใบ ก..... ฮ 
A…..Z  เก่าหรือใหม่ล้วนเป็นผล
ผลิตของการ
Classification and Cataloging  ที่ยากนักที่คนนอกศาสตร์
จะเข้าใจว่า
บรรณารักษ์อย่างเราต้องเข้าใจถึงแก่นของแต่ละสาขาวิชา เพื่อนำ
มาตีความ แยก รวม หาคำแทนเนื้อหา ก่อนที่จะสร้างงานแบบนี้  ไม่ใช่เรื่อง
ง่าย  ทุกคนต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ ผ่านแบบฝึกหัด และทำความรู้จักกับ
Literature of Sciences Literature of Humanities Literature
of Social Sciences
และ Juvenile Literature

         สมัยก่อนต้องเขียนด้วยมือ ทั้งจุด เคาะ ต้องชัดเจนและแม่นยำ....
คำว่า
บัตรครบชุด ยังเย็นวาบในความรู้สึก นี่ยังไม่นับการให้หัวเรื่อง และ
การเรียงบัตรรายการ ที่ยังงงได้อีก

         ไม่ว่าจะเป็นบัตรรายการแบบเก่า หรือหน้าจอโอแพคอย่างปัจจุบัน
หน้าที่ที่ต้องดูแลผู้ใช้บริการ ตอบสารพัดเรื่อง เสาะแสวงหา
แหล่ง ทั้ง
จากที่นี่ นั่น โน่น หรือโน้น ทุกวันคำว่า
ไม่ ต้องเก็บใส่ลิ้นชักระหว่างการ
ปฏิบัติงาน ต้องทำตัวให้
Update และ In trend  แบบไม่มีวันพัก ครูบอก
ไว้ตอนเรียนวิชา
References and Information Services



          ยามใดที่ผู้ใช้บริการมาถามวิธีการใช้ห้องสมุด จะนึกถึงวิชา
Fundamentals of Library Science ที่เป็นวิชาบังคับพื้นฐานที่นักศึกษา
ทุกคน ทุกคณะวิชาต้องเรียน อดแปลกใจไม่ได้ที่บางแห่งยกเลิกวิชานี้ไป
ทำให้นักศึกษาขาดโอกาสที่จะได้รู้จักการใช้ประโยชน์จากห้องสมุด รวมทั้ง
การเขียนรายงานที่ถูกต้อง .... บางแห่งใช้วิชานี้แทรกเข้าไปในเนื้อหาของ
วิชาการทำสารนิพนธ์.......
สายเกินกับความคุ้มค่าของค่าบำรุงห้องสมุดในแต่
ละเทอมและความชำนาญของการทำรายงานแบบ
cut แล้ว paste
         
คะแนนหนึ่งส่วนสี่ ของวิชานี้อยู่ที่ รายงาน ที่กว่าจะลุล่วงไปขอ
เรียกว่า
สาหัส   นี่ยังไม่นับรวมถึงการย่อหน้า การอ้างอิง และบรรณานุกรม
.... จำ  แก้  ฝึกฝน..... ต้องท่องพร้อมปฏิบัติ
เป็นเนื้อหาที่คลาสสิกมากจริงๆ

          ต้องประชุมแล้วสิ ผู้บริหารมอบหมายนโยบาย บริการเชิงรุก 
กลยุทธ์ที่ครูเมื่อครั้งโน้นยังงัดแงะมาใช้ไม่หมด เพราะครูบอกว่าเรื่องแบบนี้ยุค
สมัยจะเปลี่ยนไป ผู้ใช้บริการจะต่างกัน บรรณารักษ์ต้องเข้าใจผู้ใช้บริการ แล้ว
เลือก หา หนทางที่เหมาะกับห้องสมุดของตนให้มากที่สุด การส่งเสริมการ
อ่านเป็นเรื่องที่เรียนไม่จบ  วิชาสนุกๆ แบบนี้ชื่อ
Improving Reading
Habits
.... อ่านหนังสือ ผี ครูก็ลุกขึ้นมาปิดไฟ ครูสอนให้แนะนำหนังสือ
แบบ
เล่าเรื่อง ให้เพื่อนฟัง 

          ครูให้อ่านโฆษณาเพื่อจับประเด็น ครูใช่นาฬิกาปลุกจับเวลาทุกครั้งที่
เราอ่านหนังสือ พอกริ๊งงงง
.... !
ให้สรุปเนื่องเรื่อง คิดโยงใยไปถึงหัวเรื่อง
หมวดหนังสือ และวิธีการที่จะประชาสัมพันธ์หนังสือเรื่องหนึ่งๆ คะแนนของครู
จะเป็นเส้นกราฟขึ้นๆ ลงๆ หากความคิดที่
แนว อย่างภาษาสมัยนี้ เส้นกราฟ
จะสูงขึ้น หากความคิดแบบ
เดิม เส้นกราฟจะต่ำ และจะสูงขึ้น หาก เดิม
ได้รับการคิดต่อ
เติม




          แล้วอย่าลืมงานบริการชุมชนด้วย เสียงบอกต่อ..... ใกล้ปิดเทอม
แล้วสินะ ครูตามโรงเรียนคงมองหาว่าจะมีที่ใดไหมที่มีการอบรมให้กับครูใน
ห้องสมุด ....จากห้องสมุดมีชีวิต เมื่อรัฐบาลครั้งก่อน มาเป็นห้องสมุด 3 ดี
ในรัฐบาลชุดนี้ ..... ต่างคำ หากแก่นยังคงเดิม เช่นเดียวกับวิชาเดิมๆ ที่เรียน
มาอย่าง
School Library วิชา 3 หน่วยกิต ที่กว่าจะผ่านมาได้อย่างสะบัก
สะบอมกับการอ่านหลักสูตรทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เพราะการบ้าน
ของครูบอกว่าให้ไปอ่านแล้ววิเคราะห์หลักสูตรว่าจะนำห้องสมุดไปใช้กับวิชา
ใด ช่วงไหน และอย่างไร สองคำถามแค่นั้น ....

          แต่แปลกประมวลความรู้ยังอยู่ครบ ยังจำกลิ่นไอของความรู้สึกที่ต้อง
อ่าน วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล  เพื่อนหลายคนที่ทำงานห้องสมุดโรงเรียน
บอกว่าวิธีการนี้ยังใช้ได้กระทั่งปัจจุบัน และก็ไม่แปลกที่เราก็ยังใช้วิธีการนี้กับ
งานการต่างๆ รอบตัว

         
ทุกโครงการ ทุกกิจกรรมต้องมีการประเมินผลด้วย KPI QA ...
เป็นศัพท์ใหม่ที่เราคุ้นชินเมื่อไม่นาน แต่นะคงใช้วิชา  
Research and
Bibliographical Methods
มาจัดการกับเรื่องพวกนี้ได้ไม่ยาก

           ฮื่อ...ได้รับมอบหมายให้จดรายงานการประชุม เรื่องแบบนี้ชิวๆ
เพราะผ่านวิชา  
Secretarial Works  วิชาเดิ้นๆ ในสมัยนั้นมาเรียบร้อยแล้ว
จะบันทึกภายใน ภายนอก ประทับตรา ข่าว ฯลฯ ครูสอนมาแล้วทั้งนั้น

           การทำงานของเราในหน้าที่บรรณารักษ์ยังไม่จบสิ้น ทุกวันคือวันที่
เราได้ฝึกฝน ทุกวันทำให้นึกถึงวิชา
Practicum in Librarianship ที่ต้อง
ไปอยู่ตามลำพังในสังคมที่เราไม่คุ้นเคย แต่เราต้องทำให้ได้ และปัจจุบัน
ยิ่งเราอยู่ในสังคมคุ้นเคยก็ต้องยิ่งทำให้ได้มากขึ้น อย่าเอาความคุ้นเคยมาครอบ
งำการหยุดตัวเองเพื่อเรียนรู้



          ทุกวินาที ทุกนาที ทุกชั่วโมง ทุกลมหายใจของชีวิต มีความรู้สึกว่า
ดีใจที่ได้เลือกเรียนวิชาและประกอบอาชีพนี้ มนต์เสน่ห์ ของการเป็น
บรรณารักษ์คือเป็นคนที่ไม่ตกโลก เป็นแม่ครัวที่สามารถผสมกลมกลืนความทัน
สมัยของโลกเทคโนโลยีแบบอาหารฟิวชั่น รวมรวมและนำเสนอเรื่องราวของพื้น
ถิ่นแบบแกงโฮะ เปิดใจยอมรับเหมือนจับฉ่ายรสเลิศ พร้อมรู้จักปรับให้เป็นไทย
แบบแกงสำรวม ฟิวชั่น โฮะ จับฉ่าย และสำรวม ทำให้หน้าตาดูเลิศหรู รสชาติ
อร่อย ใส่ในภาชนะที่ดูดี ได้เท่ากับทำให้เป็นสิ่งตรงกันข้าม .......

           การพึงระวัง เรียนรู้ เพื่อปรับวิธีการ และรู้จัก “ปรุง” ให้ถูกปากผู้รับ
ประทาน คือหน้าที่ทุกวินาที ทุกนาที ทุกชั่วโมง ทุกลมหายใจของชีวิต
ทุกคำถาม มีคำตอบจากทุกวิชาที่ได้เล่าเรียนมา เพียงแต่งแต้มด้วยความทัน
สมัยของโลกที่หมุนไป.....

            เมื่อโลกไม่หยุดหมุน และเพราะเมื่อรัก จึงสมัครใจ บรรณารักษ์จึงไม่
หยุดเรียนรู้ อะไรๆ ก็ มาเต๊อะ.... งานเข้าแค่ไหนก็ยินดีค้า