Librarianmagazine.com Vol.2 No.7 November issue 2009 { back }


 

   
 
จำเลยรัก ปะทะ คู่กรรม !
โดย สมปอง มิสสิตะ
อีเมล missitaa@gmail.com, Twitter@missitaa                    
หอสมุดพระราชวังสนามจันทร์ สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศิลปากร

_______________________________________________________________________

 

 

                   จ็บแค้นเคืองโกรธโทษฉันใย  ฉันทำอะไรให้เธอเคืองขุ่น ............... ตามด้วย ดังนรกชัง
หรือสวรรค์แกล้ง....
ชะรอยข้างนอกห้องสมุดท่าจะมีงานรื่นเริง แต่งานอะไรหนาเปิดเพลงได้
โบ ร่วมสมัย
กับเราได้ขนาดนี้
                                                                           
                 ปลายฝนต้นหนาว....ที่มาพร้อมกับปลายงบต้นงบแบบนี้ นอกจากต้องรับประทานแกงส้มดอกแค
เพื่อป้องกันไข้หวัดหัวลมแล้ว ยังควรเตรียมพาราเซตาม่อง...เอ๊ย..มอล ไว้ใกล้ๆ ตัว จะได้หยิบได้ทันการณ์
เพราะเนื่องจากเป็นภาวะของการรายงานผลและทำแผนตามปีงบประมาณ  หัวข้อการเสวนามักเป็นการทบทวน
และมักว่าด้วยเรื่อง 5
W และ 1 ว่าใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไร ทำไม และอย่างไร แต่จะว่าไปแล้วก็รู้สึกคุ้นๆ นะ
...
ปีที่แล้ว ปีก่อน และปีก่อนๆ ก็นั่งคุยกันแบบนี้                                   
                 สถานการณ์แบบนี้ทีไร ทำให้นึกถึงหัวเรื่อง
ความเครียดและความเค้น ทุกครั้งไป เนื่องจากเพื่อน
เจ้ากรรมไปให้หัวเรื่องว่า
ความเครียดและความแค้น ในหนังสือเล่มหนึ่งที่เป็นแบบฝึกหัดในชั้นเรียนวิชาการ
จัดหมวดหมู่และทำบัตรรายการ  ท่าทางของอาจารย์ในตอนนั้นคือ ท่านคงอยากจะยกหนังสือหัวเรื่องเล่มหนาเขก
กะโหลกให้สาสมกับความอุตสาหะที่สรรหาและบรรจงเลือกใช้                        
                 หลังจากนั้นทั้งห้องก็ได้ผลบุญกันทั่วหน้าคือต้องไปอ่านหัวเรื่องตั้งแต่ ก-ฮ เผื่อจะได้เข้าไปเสริม
สร้างเซลล์สมองบ้าง รวมทั้งคำสรรเสริญและเจริญพรเรื่องการอ่านหนังสือและความรู้รอบตัวของว่าที่บรรณารักษ์
                 ความเครียด เป็นเรื่องของจิตวิทยา ส่วนความเครียดและความเค้น เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์แต่
เมื่ออ่านน้อย จึงรู้น้อย เมื่อรู้น้อย จึงไม่รู้รอบ รอบรู้ เพราะความรู้ที่มีอยู่กับ วิ่งอยู่รอบๆ ตัวเรา แทนที่จะมาวิ่งเข้า
มาที่สมองเรา  
                 แต่ความรู้คงวิ่งเร็วเกินไป หรือเราช้าเกินไปก็ไม่ทราบ เราจึงหยิบมาใช้ไม่ได้หรือไม่ทัน บรรณารักษ์
วิเคราะห์เลขหมู่และทำรายการ หรือที่เรียกกันแบบเข้าใจในวงการแบบอินเตอร์ว่า
catalogue นอกจากต้องปวด
ขมองในการกำหนดเลขหมู่หนังสือแล้ว ยังต้องมานั่งคิดว่าวันหนึ่งต้องได้กี่เล่ม เล่มหนึ่งๆ ต้องทำกี่วัน
 
                 เวลาเข้าสัมมนาต้องไม่เปรี้ยว เพราะหากเป็นเช่นนั้นเพื่อนฝูงจะบอกว่าเธอช่างมีบุคลิกไม่เหมาะกับ
การทำหน้าที่นี้ ผิดอีก  ตามด้วยต้องทำเงียบๆ เป็นน้องเนียน ห้ามสำแดงเด็ดขาดว่าทำหน้าที่นี้ เพราะเวลามีคน
พูดถึงเงินเดือนหารด้วยจำนวนที่ทำได้แล้ว คนรอบข้างมักจะเฮฮา ขำขำ ตามด้วยพยักหน้างึกงัก แสดงว่าเห็น
ด้วยในระดับ 5 ไม่ได้เด็ดขาด ต้องเงียบเข้าไว้ แนะนำให้เงียบๆ แบบโศรยา)
   
                 ฝ่ายบรรณารักษ์บริการก็ต้องสมองบวมในการเสกสรรปั้นแต่งบริการเชิงรุก สวมวิญญาณครีเอทีฟ
แบบไม่เรียน นำเสนอบริการ
เด็ดๆ ขึ้นมา ชนิดที่ผู้ใช้บริการชอบ และใช้บริการกันอย่างล้นหลาม ส่วนเพื่อนฝูง
ในวงการเมื่อได้ยินต้องพากันร้องวี๊ดวิ๊ว อื้อฮื้อ ถือว่าเข้าขั้นจอมยุทธ์  
                 เมื่อเข้าสัมมนาต้องหน้าเด้ง ยิ้มแย้มแจ่มใส ใส่ใจคนรอบข้าง เมื่อปราศรัยกับท่านใดแล้ว คู่สนทนา
เห็นแล้วฟันธงว่า บุคลิกแบบนี้ต้องอยู่งานบริการแน่นอน ฟันธง
! หากหน้าดำ ปากไม่แดง นั่งเงียบๆ เวลาไปบอก
ใครว่าอยู่งานบริการนั้นถือว่ามีความผิดขั้นร้ายแรง                     
                 ตามด้วยเมื่อมีใครพูดถึงว่าควรมีบริการอะไร ก็พยักหน้ากับคนข้างๆ  แล้วยิ้ม พร้อมกับ
พูดเบาๆ ต้องสำทับไปว่าที่ทำงานเดี้ยนน่ะทำหมดแร้วววว  และยังทำโน่น นี่ นั่น เมื่อฝ่ายตรงข้ามทำตาโตเท่าไร
แสดงว่าได้ผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย  
                 ตอนนี้เทคโนโลยีสารสนเทศ เติบวันโตคืนวันๆ หนึ่งไม่รู้ว่าใครต่อใครผลิตอะไรออกมา
งานบริการดู
ว่าจะโชคดีมากกว่าเนื่องจากเป็นงานที่ทะยานไปข้างหน้า เป็นการนำเทคโนโลยีเพื่อการปรับเปลี่ยนและคิดต่อไป
เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบันและอนาคต ขณะที่งานวิเคราะห์จะโชคดีน้อยกว่าเนื่องจากเป็นงานที่ต้องไปกันเป็นโขยง เวลาจะปรับเปลี่ยนอะไร ต้องดูแลและลงมือจัดการอดีต ปัจจุบันและมองอนาคต ข้อมูลเก่า ข้อมูลที่ยังไม่ได้ทำ
ข้อมูลที่อยู่ระหว่างกระบวนการ จนถึงข้อมูลใหม่                                
                 ดูอย่างช่วงที่ห้องสมุดเปลี่ยนจากบัตรรายการเป็นระบบห้องสมุดอัตโนมัตินั่นประไร กว่าจะสำเร็จ
ลุล่วงไปได้ สหาย
catalogue ต้องมานะบากบั่น ทั้งแรงกายและแรงใจ
                 ส่วนบรรณารักษ์งานบริการเช่นข้าพเจ้าก็จะยิ้มแย้ม สวยใส ทำตัวเป็นพริตตี้นำเสนอผลิตภัณฑ์
บอกเล่าถึงประสิทธิภาพให้กับผู้ใช้บริการว่ามีดีอย่างไร  ปีที่แล้วถึงปีนี้ในวงการมักจะพูดกันถึงเรื่อง
Web 2.0
ที่นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการให้บริการ พอเป็นเรื่องของบริการ คนที่ไปสัมมนาจึงเป็นคนบริการ และมองเป็นเรื่อง
ของไอที จึงเป็นเรื่องของคนที่ทำงานไอที ขาดแต่
catalogue  ที่รัก ที่ยังคงไปทำหน้าที่เพ่งพินิจหนังสือ ไปเยี่ยม
ตามหน้าจอค้นคืนของเพื่อนๆ หรือตามฐานข้อมูล ควบคู่กับการควานหาหัวเรื่องจากตัวเล่ม หรือจากเว็บไซต์ที่
เป็นเครื่องมือที่สร้างขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวก พร้อมกับต้องตอบคำตอบให้ได้ว่าวันหนึ่ง จัดหมวดหมู่และทำ
รายการได้กี่ชื่อเรื่อง ต่อด้วยหนังสือเล่มหนึ่งๆ ใช้เวลากี่วันถึงนำออกบริการได้ วิทยายุทธ์ในการเก็บตัวเลขมีเท่าไร
จึงงัดแงะเข้ามาใช้ ซึ่งประโยคคำถามนี้บางวันเราก็ต้องตอบ และบางคราเราก็ต้องไปถาม                    

                  หากตัวเราที่ได้คำตอบมีมากกว่า ความวิตกก็จะถึงตัวเรา ในทางกลับกันหากตัวเลขน้อยกว่า
ก็จะรู้สึกชุ่มชื่น  แต่ทั้งสองแห่งต่างก็เป็นแหล่งอ้างอิงซึ่งกันและกัน วันหนึ่งควรจะเท่าไรไม่มีบอกไว้ ยังไม่มี ซ.ต.พ.
มีแต่บทวิพากษ์วิจารณ์ คงเป็นเพราะเมื่อมีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้งาน ความคาดหวังที่ตามมาคือจำนวนต้อง
มากกว่าเดิม รวมทั้งการนำไปเทียบเคียงกับสมัยที่ยังเขียนอยู่ในบัตรร่างด้วยมือ กับยุคปัจจุบันที่มีใช้ข้อมูลเชื่อม
โยงกับงานจัดหา                                                              
                  การเอาเงินเดือนมาหารกับจำนวนชื่อเรื่อง เพื่อเป็นราคาของการทำงานกับหนังสือ 1 เรื่อง
ตัวเองมองว่าน่าจะเป็นเรื่องของการจ้างงานแบบ
out sources มากกว่า เพราะแม้ประสบการณ์มาก เงินเดือนจะ
สูงหากก็ยังคงต้องใช้มันสมอง สองมือและสองตาทำหน้าที่จัดการ เชื่อมโยงเนื้อหาของทรัพยากรสารสนเทศ กับ
เครื่องมือช่วยค้นสำหรับผู้ใช้บริการ แม้รูปร่างหน้าตาจะเปลี่ยนจากบัตรรายการกลายเป็นหน้าจอค้นคืนในปัจจุบัน 

ตัวเลขซึ่งเป็นค่ากลางว่าจำนวนเท่าไร
ที่ยอมรับได้ทั้งจากครูบาอาจารย์ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชานี้ ห้องสมุด และ
บรรณารักษ์ยังไม่มี แต่ละหน่วยงานจึงมีการสร้างตัวชี้วัดขึ้นมาใช้ที่มีความเหมือนและความต่าง  
                   บางแห่งดูว่าหนังสือหนึ่งชื่อเรื่อง กี่วันจึงจะนำออกบริการได้ บางแห่งกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของ
การทำงานต่อวัน ต่อสัปดาห์ หรือต่อเดือน ว่าควรทำงานได้เท่าไร ฯลฯ ซึ่งก็ขึ้นกับบริบทและวัฒนธรรมการทำงาน
ของแต่ละห้องสมุด ป็นประเด็นที่น่าสนใจและท้าทายสำหรับบรรณารักษ์ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์เลขหมู่และทำรายการ
ที่จะต้องช่วยกันคิดและหาคำตอบ                                                   
                   สมัยก่อนที่มีส่วนในหน้าที่นี้ได้เคยกำหนดตัวชี้วัดคือไม่มีหนังสือ
backlog สั้น ง่าย ไม่มีเรื่องจำนวน และเวลา แต่เมื่อประกาศไปแล้วก็ต้องทำให้ได้ หลังๆ มาไม่สามารถทำได้ เนื่องจากกำลังคนที่ต้องจากไป
มีคนใหม่เข้ามา ซึ่งยังต้องอาศัยประสบการณ์อีกหลายปีจึงจะสามารถแทนที่คนเก่าได้ทั้งหมดรวมทั้งปริมาณสะสม
ของหนังสือที่เพิ่มทีละน้อยในแต่ละปี           
                   เมื่อเดือนที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนร่วมวงการหลายที่สถานการณ์
เป็นไปอย่างที่เขียนไว้ข้างต้น คือเรามักนำตัวเราไปเทียบเคียงกับที่อื่น ผลคือมีบางที่ทำได้มากหรือน้อยกว่าเรา
รวมถึงปัญหาของคนทำงานรุ่นใหม่ที่นับวันจะหายากขึ้นไปทุกที   จะว่าไปแล้วลักษณะการทำงานของทุกแห่งก็
ไม่ต่างกัน คือหากเป็นหนังสือต่างประเทศก็จะเข้าไปดูที่ ห้องสมุดรัฐสภาอเมริกัน
LC, Ohiolink  มีหลายแห่งก็ไป
ที่
Worldcat และติดตั้ง plugin ของ Michigan University เพื่อเป็นเครื่องมือในการสืบค้นหนังสือภาษาต่าง
ประเทศเพื่อให้ได้เลขหมู่และหัวเรื่อง บางคนเช่นตัวเองชอบนำหน้าจอสืบค้นของหลายๆ แห่ง ใส่ไว้ในหน้าจอ
igoogle  
เพื่อไว้ค้นโน่น ค้นนี่ และหลายคนบอกว่าหนังสือภาษาอังกฤษไม่ใช่ปัญหา เพราะมีเครื่องมือช่วยค้นมาก
มาย    
               


                 

igoogle ของ @missitaa
 

        แล้วภาษาไทยล่ะจะทำอย่างไร ในเมื่อฐานข้อมูลสหบรรณานุกรมทรัพยากรสารสนเทศ ยังไม่
สามารถทำให้เป็น
real time และบริบทอื่นๆ อีกหลายอย่าง และหากเป็นจริงได้มันจะช่วยได้หรือ ?
ปมปัญหาตกอยู่ทีหนังสือภาษาไทย ที่นอกจากจะไม่มี
CIP แล้ว ยังให้หัวเรื่องและเลขหมู่ได้ยากและใช้เวลา
ทั้งที่เป็นหนังสือภาษาไทยที่เขียนมาให้คนไทยอ่าน                       
                 ที่ทำงานแก้ปมด้วยการมีนโยบายให้บรรณารักษ์ใหม่ทุกคนต้องทำหน้าที่วิเคราะห์เลขหมู่
และทำรายการอย่างน้อย 3 เดือนแล้วจึงให้ประจำการในงานที่สังกัด บางทีก็จะมีคอร์สพิเศษที่ให้บรรณารักษ์ฝ่าย/
งานอื่นๆ เข้ามาฝึกปรือด้วยเช่นกัน                                         
                  การวิเคราะห์เลขหมู่และทำรายการ เป็นวิชาที่เป็นยาขมสำหรับผู้ที่เรียนวิชานี้มาตั้งแต่ไหน
แต่ไรมา แต่สำหรับตัวเองได้ประเมินแล้วพบว่าเป็นวิชาที่ชอบและถนัดมากที่สุด เพื่อนถามว่าทำไม ก็บอกว่า
ง่ายดี เป็นวิชาปฏิบัติ แค่บอกว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับอะไร ก็คือหัวเรื่อง แล้วหนังสือเล่มนี้ควรอยู่ที่ไหน ก็คือ
เลขหมู่อะไร จึงชอบและรู้สึกว่าง่าย                                    
                   แต่เพื่อนไม่ชอบเพราะบอกว่าอ่านจนหมดเล่มแล้วก็ยังไม่รู้เลยว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับอะไร
จึงให้หัวเรื่องไม่ได้  แล้วก็ไม่รู้ว่าหนังสือเล่มนี้ควรอยู่ที่ไหนจึงให้เลขหมู่ไม่ได้ จึงไม่ชอบ และรู้สึกว่ายาก เมื่อมา
ต้องทำงานกับระบบห้องสมุดอัตโนมัติ เรียน
MARC ก็รู้สึกเฉยๆ เพราะมีความเห็นอะไรคืออะไร ก็ใส่เข้าไปตามนั้น
จำแล้วทำบ่อยๆ ไม่นานก็ชิน                        
                  เดือนก่อนจงใจหลงเข้าไปในวงเสวนาวงหนึ่ง มีว่าที่บรรณารักษ์เป็นคนมาเสนองาน น้องหรือหลาน
เป็นนักศึกษาปี 3 บอกว่าชอบวิชาที่เป็นหลักการและทฤษฎีทางบรรณารักษศาสตร์มาก โดยเฉพาะพวกทำดรรชนี
หรืออะไรประเภทนี้ จะชอบเป็นพิเศษ ว่าจะต้องจับตัวมาสัมภาษณ์ในโอกาสต่อไป แล้วเล่าต่อว่าเรียนวิชาพวกนี้
สนุกมาก พอต้องเรียนพวกไอที พวกฐานข้อมูลจะปวดหัว มึน...กร๊าก......ป้าๆ ฟังแล้วเป็นที่ปลาบปลื้มยิ่งนัก ที่ยัง
มีคนชอบวิชาเหล่านี้ เพราะวิชาพวกนี้เกือบจะถูกควบ รวม รวบ ผันแปรจนแทบจะไม่เห็นร่องรอยเดิม  ด้วยอิทธิพลของเทคโนโลยีสารสนเทศในอีกวงสัมมนาหนึ่งในเวลาไล่เลี่ยกัน                                                   
                   คนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ขนาบซ้ายขวาล้วนจบจากต่างสถาบันกัน วัยต่างกันช่วงละ 5 ปี คือ 50 45 และ
40 รับผิดชอบงานและทำงานต่างสถาบันกัน เลยตั้งวงเสวนากันสามคน สรุปกันว่า มันเป็นเรื่องของ
แก่น และ
แกน ของวิชาบรรณารักษศาสตร์ ที่เราจะนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาจัดการอย่างไร แล้วผสมกันให้เป็น
สารสนเทศศาสตร์แบบลงตัวให้หวานมันแบบเหมือนข้าวเหนียวทุเรียน หรือรสชาติเข้มข้นแบบไทยอย่างขนมจีน
น้ำยา                            
                   หากปัจจุบันข้อมูล ข่าวสาร และสารสนเทศไม่ได้จำกัดอยู่ในเฉพาะหนังสือ หรือสิ่งพิมพ์ในลักษณะ
ต่างๆ หากมีการแปรหน้าตาใหม่ด้วยอิทธิพลของอินเทอร์เน็ต เนื้อหามากมายในทุกรูปแบบดูเหมือนจะถั่งโถมเข้า
มาเพิ่มช่องว่างให้เพิ่มขึ้นๆ ทุกสัมผัสคืออณูของ
information  explosion และหนังสือภาษาไทยที่ไทยทำ ไทยใช้
ไทยอ่าน ไทยเจริญ แต่ไทยงง ยังคงนิรันดร์       
                   ขณะอีกฝ่ายยังต้องใช้แรงงานในการอ่าน เพื่อขบคิดค้นหาหัวเรื่องและเลขหมู่ ฝ่ายบรรณารักษ์บริการก็ขะมักเขม้นกับของใหม่ ไม่ว่าเครือข่ายสังคมใด รองรับการให้บริการแบบไหน จึงไม่พ้นสายตาเหยี่ยวขอ
งบรรณารักษ์บริการ
Hi5 Facebook Twitter msn blog YouTube รวมถึง plug in ใน FireFox ฯลฯ
                   ปัญหาในการจัดหมวดหมู่หนังสือภาษาไทย เท่าที่มีประสบการณ์คืออ่านแล้วไม่รู้จะไปไว้ที่ไหน
เรื่องนี้ก็ใช่ เรื่องนั้นก็ใกล้เคียง เลยเกิดมีอาการลังเล รวมไปถึงหัวเรื่องที่ก็นึกไม่ออก
  การอ่าน การฟัง การจับใจ
ความ การเข้าใจ
แก่น ของเรื่องเป็นทักษะพื้นฐานที่บรรณารักษ์ในทุกหน้าที่ต้องมี เพราะเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เชื่อม
โยงเนื้อหาไปยังหัวเรื่อง หรือคำค้นยิ่งอ่านได้เร็ว เข้าใจเรื่องราว และสามารถเชื่อมโยงไปถึงหัวเรื่องและเลขหมู่
ก็จะให้ทำงานได้เร็วขึ้น เร็ว เชื่อมโยงและถูกต้อง ดูเหมือนทุกคนประสงค์ให้ฝังในดีเอ็นเอของ
catalogue 
(ความจริงก็ทุกคนแหละ)                                                                                     
                    สมัยก่อนรุ่นคนที่อายุสี่สิบจะมีวิชา
อ่านเอาเรื่อง แต่สมัยนี้คงจะกลายเป็นวิชาอื่นไปแล้ว
แต่ก็ยังคงอยู่ที่การให้ความสำคัญของการอ่าน เด็กสมัยนี้มักพกสมุด
ยอดนักอ่าน แต่ไม่ทราบว่าจริงๆ แล้ว
ใครคือยอดนักอ่านระหว่าง
เด็ก กับ ผู้ปกครอง                                 
                   เมื่อปัญหาเรื่องการอ่านดูเหมือนจะเป็นโรคเรื้อรัง จึงทำงานไม่สนุก โดยเฉพาะบรรณารักษ์
หน้าใหม่ ที่หากจบมาแล้วต้องมาทำหน้าที่นี้ เหมือนจะทุกข์มากเพราะเรียนวิชานี้ มาก็น้อยและไม่ถนัด ทำไป
ทำมาไม่นานเผลอๆ ปวดเศียรเวียนเกล้าถอดใจลาจากวงการไป หน่วยงานก็ควานหากันใหม่ วนเวียนกันไป
เช่นนี้                                       

                   ในยุคของเครือข่ายสังคม จึงขอเสนอว่าเรามาฝึกตัวเอง ด้วยการอ่าน จับใจความ แล้วลอง
มาใช้หลักการของ
Twitter ที่สามารถพิมพ์ได้ไม่เกิน 140 ตัวอักษร ไปใช้สำหรับเก็บ สาระ ของหนังสือ
ก่อนการให้หัวเรื่องจะเป็นไปได้ไหม
?


       

 

                 หรือใช้เป็นการสื่อสารระหว่างเครือข่ายสังคมของบรรณารักษ์ที่จัดหมวดหมู่หนังสือมีโอกาส
ในการให้ แลกเปลี่ยน และเรียนรู้ เนื่องจากจะให้เขียนอะไรยาวๆ หลายคนอาจมีข้อจำกัดทั้งเรื่องของเวลา
และทักษะการเขียน แต่ทวิตเตอร์เป็นอะไรที่ง่าย สั้นและกระชับ และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนหน้าจอไปมา
เพราะมีเครื่องมือมากมายอีกเช่นกัน 
                            
                 หาเครือข่ายเพื่อ
Following และ Followers แล้วส่งข้อความ Tweets เข้าไปรอเวลาระหว่างนั้น
หยิบหนังสือเล่มต่อไป  และอาจเป็นเล่มที่เราเป็นฝ่าย
ให้ กับสังคมออนไลน์

                     
                  การเชื่อมโยงหัวเรื่องและเลขหมู่ ลองใช้หลักการของ Mindmap ที่ลองฝึกด้วยมือก่อน แล้ว
ค่อยๆ ไปเชื่อมโยงเองในสมอง ทั้งชื่อผู้แต่ง ทั้งเนื้อเรื่องที่เราได้จากคำนำ สารบาญ บทวิจารณ์ ลองฝึกทำ
เรื่อยๆ จับเวลาดู   
                  รวมทั้งอ่านเอาเรื่องกับหัวเรื่องตั้งแต่ ก-ฮ ว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งประกันว่าไม่ใช่เรื่องตลก ลองทำ
ดูอ่านวันละยี่สิบหัวเรื่อง แล้วทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ รวมทั้งจด และจำหัวเรื่องที่เราคิดว่าเรามักพบบ่อยๆ
หรือหัวเรื่องที่เราไม่เข้าใจ การฝึกฝนบ่อยๆ ทำให้เราเข้าใจมากขึ้น      รวมถึงการนำเสนอหัวเรื่องในคำที่น่า
จะควรใช้ และควรมี                                                
                  คณะทำงานกลุ่มวิเคราะห์ทรัพยากรสารสนเทศ ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาได้จัดทำคู่มือกำหนด
หัวเรื่องสำหรับการลงรายการ หนังสือภาษาไทยมาตั้งแต่ปีพ.ศ.
2528 จนปัจจุบันได้สร้างเว็บไซต์ของคณะทำงาน
เพื่อเป็นเครื่องมือให้คนทำงานสามารถค้นหาหัวเรื่องและเทียบเคียงเลขหมู่ให้ ก็น่าจะเป็นเครื่องมือที่ทรงอานุภาพ

                  
                  
จาก http://www.astrosimple.com/thaiccweb/main.php?action=logout
 

    การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ส่งความปรารถนาดีให้โลดแล่นในสังคมออนไลน์เป็นการจัดการความรู้ที่ทำได้
ในทุกเวลา  ฐานข้อมูลสหบรรณานุกรมทรัพยากรสารสนเทศ ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา
24 แห่ง เป็นความร่วม
มือเป็นเรื่องทีหลัง เพราะก่อนหน้าที่จะส่งข้อมูลไปเราต้องปะทะกับ
KPI มากมาย   วิธีสุดท้ายที่ทำคือหากหนังสือ
เล่มไหน หยิบกลับไปกลับมาแล้วยังไม่รู้เรื่องเกิน 15 นาที จงหยุด เพราะเสียเวลา ไปเริ่มที่เล่มใหม่ เก็บเล่มที่วาง
ไว้ไปอ่านทั้งเล่มที่บ้านหรือยามว่าง หรือแบกไปหาเพื่อน บอกว่ามีหนังสือใหม่มาให้อ่าน.....ได้ทั้งเพื่อนและได้ทั้ง
งาน                             
             การจัดการความรู้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะหน่วยงาน หากเป็นเรื่องของการพัฒนาวิชาชีพ เว็บไซต์ชื่อ
planet cataloging การติดตามทิศทางความก้าวหน้าในแวดวงวิชาการของพวกเราจากต่างประเทศ ยังคงมีความจำเป็น
เป็นแหล่งที่น่าสนใจ น่าเรียนรู้ และน่าเลียนแบบมากเลยทีเดียวเดียว
             การเรียนรู้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ แล้วนำมาปรับใช้ สร้างเป็นนวัตกรรมของหน่วยงาน เพื่อเป็นเครื่องมือในการทำงานทั้งงาน
เบื้องหลัง และ เบื้องหน้า เป็นเรื่องที่พึงตระหนัก
          
             

จาก http://planetcataloging.org/
 

จาก http://library.ust.hk/info/catman/
 

ในทางกลับกันหากมีเครือข่ายสังคมออนไลน์แบบไทย คิดว่าน่าจะเป็นตัวช่วยและพัฒนาวิชาชีพ
มากมายเช่นกัน   หลายๆ หน่วยงานมีกาสร้างและเขียน
blog ซึ่งเจตนาคือเพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ภายในองค์กรและยังสามารถเผื่อแผ่ไปยังพี่น้องผองเพื่อนในโลกอินเทอร์เน็ต   

             

 

และหากจะให้ดีขึ้นหากมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างหน่วยงาน  ทำตัวเองให้เป็นทั้งผู้ ให้ และ
ผู้
รับ  

http://gotoknow.org/planet/colibrary
 

จาก http://thailibnetwork.ning.com/

 

 เรามีความสุข ดีใจ พอใจและยินดีที่สามารถค้นคืนข้อมูล ข่าวสารและสารสนเทศจากโลกออนไลน์นี้
สิ่งเหล่านี้เกิดจากฝีมือ สมอง ความร่วมมือของมนุษยชาติที่เราเห็นและไม่เห็น
  โลกหมุนไป อะไรดูเหมือน
จะเปลี่ยนไปรวมทั้งวิธีการทำงานและวิธีคิดของเรา  มีเครือข่ายสังคมหลากหลายรูปแบบ ที่บรรณารักษ์ต้อง
ศึกษาแล้วนำมาปรับใช้กับชีวิตในบริบทและวัฒนธรรมการทำงานขององค์กร การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นเรื่อง
ของทุกคน บางที่เรามองไปที่ผู้ใช้บริการจนหลงลืมตัวเอง

            

จาก http://www.arip.co.th/news.php?id=410217
 

เราคงอยากมีความสุขแบบตอนจบของ จำเลยรัก ไม่มีใครอยากผ่านความทุกข์ยากและความเข้าใจผิด
ระหว่างพระเอกและนางเอก และไม่มีใครอยากพลัดพรากพระเอกแบบอังศุมาลินใน
คู่กรรม
เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แลกเปลี่ยน เรียนรู้ ให้และรับ ทำได้แม้นเราไม่เคยรู้จักกัน J

 

-------------------------------------------


 

 

           

       
      Librarianmagazine.com Vol.2 No.7 November issue 2009 { back }