|
เมื่อราวปลายปีที่แล้ว
ผมจำไม่ได้แน่ชัด ที่สังเกตว่าตัวเองมีปัญหาเวลานั่งอ่านหนังสือ
มันเป็นปัญหา
ค่อนข้างมากสำหรับผมหากคุณเป็นคนทำงานแบบผม ตั้งแต่ผมค้นพบการอ่าน
ก็มักพบว่าตัวเองถูกแวดล้อม
ด้วยชั้นหนังสือ อ่านอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะที่โรงเรียน ตอนกลางคืน
วันสุดสัปดาห์ หรือแม้เมื่อตอนท่องเที่ยวไป
ในยุโรปพร้อมกับคนรักหลังจากสำเร็จการศึกษา
ผมยังต้องหากระเป๋าใส่หนังสือสำหรับไว้หยิบอ่านได้ระหว่าง
เดินทางไปด้วย
ช่วงนั้นสำหรับผมแล้วมันเป็นโชคบังเอิญที่ได้ท่องไปตามร้านหนังสือในลอนดอนและได้เป็นเจ้าของ
หนังสือของนักเขียนชาวสก็อตต์ที่ชื่นชอบคนหนึ่งที่ชื่อ อเล็กซานเดอร์
ทร็อคชี
(Alexander Trocchi) และหลัง
จาก 4 ปีที่เราแต่งงานกันแล้ว
เราได้ใช้เวลาในการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ที่ดอลลาร์ตัน (Dollarton)
นอกเมืองแวน
คูเวอร์ (Vancouver) ในประเทศบริติชโคลัมเบีย
เพื่อแวะเยี่ยมชมชายหาดที่ซึ่งนักเขียนชื่อดัง
มัลคอห์ม ลอว์รี่
(Malcolm Lowry) ที่มีผลงานชื่อ “Under the
Volcano” ได้ใช้ชีวิตอยู่เป็นเวลานับศตวรรษ
ในบันทึกเรื่อง
“Stop-Time” เมื่อปี 1967 แฟรงค์ คอนรอย
อธิบายการเริ่มเขาสู่วรรณกรรมในช่วงที่เป็น
วัยรุ่นแถบด้านตะวันออกตอนบนของแมนฮัตตัน
โดยเขาเขียนว่า..”ฉันนอนอยู่บนเตียงและอ่านหนังสือปกอ่อน
ไปเรื่อย ๆ
จนกระทั่งตีสาม....โลกจริงสลายไปและฉันมีอิสระที่จะล่องลอยไปในจินตนาการของสิ่งมีชีวิตเมื่อหมื่น
ปีที่แล้ว ที่แต่ละอย่างช่างทรงพลัง เข้าถึงได้ง่าย
และเป็นจริงมากกว่าของฉันเอง”
ผมรู้จักเด็กชายคนนั้นดี ซึ่งเติบโตในสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกัน
เพราะผมก็คือเด็กชายคนนั้นนั่นเอง
และเรามักอ่านคล้าย ๆ กัน แม้ว่าในวันเหล่านั้น
ผมพบว่าตัวเองถูกผลักดันด้วยความคิดที่ว่าหนังสือไม่ใช่เครื่องมือ
ในการหลบหนีแต่เป็นการทำความเข้าใจและการมีปฏิสัมพันธ์กับโลกต่างหาก
แล้วมันเกิดอะไรขึ้นล่ะ มันไม่ใช่ความล้มเหลวของแรงปรารถนา
หรือที่จริงแล้วก็ไม่ใช่เจตนา แต่เป็นการ
มุ่งเน้นความสามารถในการยังคงมีใจที่แน่วแน่เพียงพอที่จะอยู่ในโลกของคนอื่น
และปล่อยให้คนอื่นเข้ามาอยู่ในโลก
ของเราด้วยเช่นกัน
การอ่านเป็นการกระทำของการไตร่ตรองที่ปล่อยให้ตัวเราผสานเข้ากับจิตสำนึกของมนุษย์อีกคน
เราครอบงำหนังสือที่เราอ่าน เลียนแบบความสงบนิ่งที่รอจังหวะของภาษา
ในอีกทางหนึ่งหนังสือก็ครอบงำเราเช่นกัน
มันเติมเต็มความคิดและการสังเกตของเรา ร้องขอการเป็นสวนหนึ่งในเรา
นี่คือเหตุผลที่คอนรอยพูดเป็นนัยในบันทึก
วัยรุ่นของเขาว่าเป็นวิธีการที่หนังสือขยายตัวเราด้วยการเข้าถึงสู่ประสบการณ์ตรงที่ไม่ไช่ของเราเอง
อย่างไรก็ตาม
เพื่อการเข้าถึงดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความเงียบ
หรือความสามารถในการคัดกรองเสียงดังออกไป
ซึ่งภาวะดังกล่าวเป็นที่เข้าใจยากในวัฒนธรรมเครือข่ายการทำงานที่มีการทำบล็อกและทวีตต์
(tweeter)
สำหรับเรื่องปกติโลกและเรื่องซุบซิบ ทุกวันนี้ ดูหมือนมันจะไม่ใช่การไตร่ตรองในสิ่งที่เราค้นหาแต่เป็นส่วนผิดปกติของ
การปิดบังซ่อนเร้นภาวะจิตว้าวุ่นอย่างที่เรารู้ ก็แล้วเป็นเพราะอะไรล่ะ
เนื่องจากเป็นภาพลวงตาที่การฉายให้เห็นนั้นอิง
ตามความเร็ว ซึ่งมีความสำคัญต่อปฏิกิริยาของคนมากกว่าการอ่าน
และที่เราดำรงชีวิตในวัฒนธรรมที่ผูกติดบางสิ่งบางอย่างในทุกชั่วยามของเวลานั่นเอง
ในที่นี้เราอาจมีปัญหาการอ่านแบบสั้น
ๆ สำหรับหนังสือแล้วมันยืนกรานว่าเราอยู่ที่ตำแหน่งตรงกันข้าม
ที่ว่าเรา
จมอยู่ในภาวะที่ช้าลง หลังจากช่วงวิกฤต 11 กันยายน โมนา ซิมป์สัน
เขียนจากที่ประชุมประจำเดือนในลอสแองเจลิส
ปี 2001 เกี่ยวกับการอ่านในช่วงของสงครามว่า
“ฉันไม่อ่านหนังสือที่เขียนเรื่องที่เป็นข่าวต่าง ๆ
เพราะว่ามันไม่ทันสมัยพอ”
ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าเธอหยุดอ่าน
ในช่วงที่รู้สึกว่าเวลาก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วนั้น
เธอจึงพึ่งพาหนังสือเพื่อดึง
ตัวเธอเองออกจากการจู่โจม
ไปให้ไกลจากปัจจุบันในฐานที่เป็นวิธีการของการเชื่อมต่อกับความรู้สึกรากฐานมากขึ้นเกี่ยว
กับว่าเราเป็นใคร
แน่นอน
แหล่งภาวะจิตว้าวุ่นของผมมีบางอย่างที่แตกต่างออกไป
ซึ่งไม่ใช่กรณีที่สำคัญนักแต่เป็นสิ่งละอันพัน
ละน้อยไปเรื่อย ๆ ตามปกติ ผมอ่อนไหวเกินไป กับความว้าวุ่นของวัฒนธรรม
เสียงและความรุนแรงไม่ ได้มีความหมายใด
หลายปีมาแล้ว ผมได้อ่านผลงาน อย่างเช่น อี. ไอ. ลอนอฟฟ์
(E.I. Lonoff) ใน The Ghost Writer
ของฟิลิป รอธ
(Philip Roth)
ในช่วงหัวค่ำสองสามชั่วโมงหลังจากที่ภรรยาและลูกบอกลาไปนอน
แต่ในช่วงนี้
หลังจากใช้เวลาเป็นชั่วโมงในการอ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์และตรวจสอบรายการโทรศัพท์ของที่ทำ
งาน ท่องไปตามเว็บไซต์ต่าง ๆ แล้ว ผมก็ยังไม่สามารถสงบลงได้
ผมจึงหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านบางย่อหน้า จากนั้น
ใจของผมก็หวนกลับไปเรื่องจดหมายอิเล็กทรอนิกส์
ล่องลอยไปบนอินเทอร์เน็ต ตรวจสอบรอบ ๆ บ้านก่อนกลับมาที่หน้า
หนังสืออีก หรือผมอยากทำสิ่งเหล่านี้แต่ไม่ได้ทำ ผมขืนตัวให้สงบนิ่ง
ให้ติดตามสิ่งที่กำลังอ่านจนกระทั่งไม่ไหวแล้ว
ในที่สุด ผมก็มานั่งอ่าน และบางคืนก็อ่านได้ 20 หน้าก่อนจะวางลง
สิ่งที่ผมกำลังต่อสู้ด้วยนั้นคือการล่วงล้ำของเสียง
กระซิบ
ความรู้สึกที่ว่ามีบางอย่างอยู่ที่นั่นที่โน่นที่ดึงความสนใจออกไป
มีเวลาแน่นอนหากเราต้องการมัน
การไตร่ตรองไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปได้แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นต่างหาก
ดังที่แฟนนี่ โฮว์
(Fanny
Howe) อ้างข้อความของซีโมน วีล (Simone Weil)
ที่ว่า “เราต้องเชื่อในความจริงของเวลา
ไม่เช่นนั้นเราก็จะแค่
กำลังฝันไปเท่านั้น”
ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกต้องเพราะหากปราศจากเวลาเราก็จะสูญสิ้นซึ่งการเล่าเรื่อง
เราดำรงชีพอยู่ใน
เวลา เราเข้าใจตัวเราเองต่อความสัมพันธ์กับมัน แต่ในวัฒนธรรมของเรา
เวลาพังทลายสู่ปัจจุบัน เราจะหยุดชะงักได้
อย่างไรขณะที่เราต้องรู้ทุกเรื่องทันที?
เราจะตรึกตรองได้อย่างไรขณะที่เราถูกคาดหวังให้ตอบสนองโดยทันที?
เราจะ
หมกมุ่นในเรื่องบางอย่าง (ความคิด อารมณ์
การตัดสินใจ)
ได้อย่างไรขณะที่เราไม่ยินดีให้ตัวเองมีที่ว่างในการสะท้อน
กลับอีกต่อไป?
นั่นก็คือเวลาของการอ่านที่แท้จริงเนื่องจากมันต้องการที่ว่าง
เนื่องจากโดยการดึงเรากลับมาสู่ปัจจุบัน มันรักษา
เวลาให้เราไว้ในวิถีทางพื้นฐาน มีประสบการณ์ปัจจุบันของการอ่าน
แต่ลำดับของการเล่าเรื่องและตัวละครรวมทั้งผู้เขียน
ทั้งหมดนั้นแสดงความสัมพันธ์ต่อเวลา
มีการกำหนดที่แน่นอนของเนื้อหาซึ่งไม่มีการเปลี่ยน
แปลงไม่ว่าจะเขียนไว้เมื่อ
วานนี้หรือหลายพันปีแล้วก็ตาม
ชาร์ลส์
บาวเด็น
(Charles Bowden) เขียนหนังสือเรื่อง
“คนที่ตายไปบางคนยังหายใจอยู่” และผมก็ยังไม่รู้สึก
พร้อมเว้นเสียแต่ว่าผมผลักไสอดีต ณ จุดที่มีการควบคุม
นั่นคือสิ่งที่การอ่านต้องนำเสนอ วิธีการบดบังเส้นแบ่งเขตซึ่ง
คือรูปของการการยกเลิกการควบคุม
มีคำถามพื้น ๆ และสำหรับผมแล้ว มันย้อนกลับไปสู่การอ่าน
สู่การมุ่งเน้นที่ต้องการ เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก
อายุราว 12 หรือ 13 ปี
คุณย่ามักจะอารมณ์เสียหากผมเหน็บหนังสือไปด้วยเมื่อมีการทำกิจกรรมของครอบครัว
ย้อนไป
ในเวลานั้น หากผมมีภาษาสำหรับมัน
ผมก็อาจแย้งว่าโลกภายในหน้าหนังสือนั้นกำลังผลักดันมากกว่าโลกที่ปราศจากมัน
ที่ผมอ่านนั้นทั้งเพื่อหลีกหนีและเข้าไปมีส่วนด้วย
แต่หลายปีที่ผ่านมานี้ ผมพบว่าตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่ไม่คล้ายกัน
ที่การอ่านกลายเป็นการปฏิบัติสำหรับการทำสมาธิ
ด้วยความยากลำบากและภาคภูมิของผู้ทำสมาธิ ผมนั่งลง พยายามที่
จะทำให้เกิดความเงียบ มันหนักหนากว่าที่เคยเป็น
แต่ผมก็ยังอ่านต่อไป
___________________________________________________________________________________
David L. Ulin. (2009, August 9) The Lost art
of Reading.
Los Angelis Times.
Available http://www.latimes.com
Ulin is book editor of The Times.
|