ทำไมจึงคิดว่าบรรณารักษ์ต้องเรียนระดับปริญญาเอก
โดยทั่วไปไม่จำเป็นเสมอไปสำหรับบรรณารักษ์ทุกคนที่
จะต้องเรียนระดับปริญญาเอกเนื่องจากข้อจำกัดหลายๆประการ
ของแต่ละคน
แต่ขอให้มีระดับการศึกษาสูงที่สุดเท่าที่ตนเองทำ
ได้และต้องมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต(Lifelong
Learning)
เพราะในสังคมปัจจุบันมีองค์ความรู้เกิดขึ้นตลอดเวลา
ในความคิดของดิฉันบรรณารักษ์ที่ดี ต้องไม่อยู่นิ่ง
มีความคิดที่ทันสมัย
หมั่นศึกษาอย่างต่อเนื่อง(Continuing
Education) เช่น
การเข้าร่วมประชุม สัมมนา อบรม เป็นต้น
อย่างไรก็ตามในฐานะที่ดิฉันประสงค์จะที่จะเรียนระดับนี้
จึงมีความเห็นส่วนตัวว่า
1.
ความต้องการของผู้ใช้บริการเปลี่ยนไปตามความก้าว
หน้าในสาขาวิชาต่างๆและในเชิงคุณภาพ
2.
บรรณารักษ์ต้องมีความเป็นสากลโดยปรับเปลี่ยน
บทบาทและความรู้ความสามารถรองรับพฤติกรรม
สารสนเทศของผู้ใช้บริการให้ทัน
3. ต้องให้ผู้ใช้บริการมั่นใจ ไว้ใจ เชื่อมั่นว่าเราช่วยเขาได้
4.
ผู้ใช้บริการและบรรณารักษ์ต้องร่วมมือกันในการใช้
สารสนเทศได้อย่างลงตัว
|
 |
การเตรียมตัวเพื่อเรียนระดับปริญญาเอก พอสรุปได้ดังนี้
1. ต้องชอบวิจัย ชอบศึกษาค้นคว้า ชอบสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
2. มีเรื่องที่ตนสนใจจะทำวิจัยโดยทำเป็นโครงร่างการวิจัย
(Proposal)
เพื่อใช้ประกอบการสอบเข้าเรียน
3. มีความรู้ภาษาอังกฤษในระดับดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ่าน
การตีความและการสรุป
4. มีการคิดวิเคราะห์เป็น
เข้าใจการสังเคราะห์เพื่อเขียนและถ่ายทอดได้ดี
5. ขยัน อดทน เข้าใจสังคมดี
6. ไม่ควรมีข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์ และเวลา
การเป็นบรรณารักษ์ที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกสร้างความกดดันอะไรต่อการทำงานหรือไม่
ไม่มีความกดดันอะไรจากการที่เป็นบรรณารักษ์ที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกแต่มีผลดีในหลายด้าน
คือ
1. ดีต่อตนเอง คือ
เนื่องจากมีปริญญาเอกติดตัวมาจึงเป็นที่ยอมรับ
จึงมีความคาดหวังจากผู้ใช้บริการ
ดังนั้นตนเองต้องหมั่นพัฒนาความรู้ให้มากขึ้น ทันสมัยขึ้น
เรียนรู้อะไรใหม่ๆตลอดเวลา มีการศึกษาวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้
และมีการแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้อื่นได้มากขึ้นทั้งในระดับท้องถิ่น
ภูมิภาค ประเทศและนานาชาติ
2. ดีต่อองค์กร คือ
ได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการเรียนมาทำประโยชน์ให้องค์กรที่ตนเองทำงาน
3. ดีต่อผู้ใช้บริการ คือ ผู้ใช้บริการซึ่งล้วนแต่เป็นแพทย์
พยาบาล อาจารย์ นักศึกษาทุกระดับ ซึ่งในสาขาวิชาทางนี้มีองค์ความรู้
เกิดขึ้นตลอดเวลาและชีวิตของผู้ป่วยสำคัญที่สุด
ดังนั้นการให้บริการที่มีคุณภาพ
มีความถูกต้องและรวดเร็วจะเป็นผลงานที่มี
คุณภาพและมีประโยชน์ที่สุดที่ผู้ใช้บริการต้องการ
4. ดีต่อวิชาชีพ คือ
เป็นการยกระดับวิชาชีพของบรรณรักษ์หรือนักสารสนเทศและมีส่วนที่จะทำประโยชน์ต่อวิชาชีพได้
5. ดีต่อสังคม
คือได้นำความรู้ที่ได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและเป็นตัวอย่างที่ดีในความมุ่งมั่น
พากเพียรอุตสาหะ และอดทน
ทราบว่าคุณสมรักษ์เป็นผู้มีประสบการณ์การนำเสนอผล
งานในต่างประเทศ
ขอทราบความเป็นมาและเรื่องราวต่างๆ
มีแรงบันดาลใจจากการไปประชุมวิชาการทาง Digital
library ที่ประเทศสิงคโปร์เป็นครั้งแรกกับอาจารย์แพทย์ท่านหนึ่ง
คือ ผศ.ดร.
ชูศักดิ์ โอกาศเจริญ
ซึ่งคอยให้คำแนะนำที่ดีมา
ตลอดและเป็นกระจกเงาที่ดีที่สะท้อนความต้องการ และมุมมอง
ของผู้ใช้บริการสมัยใหม่ที่อยู่ในวิชาชีพแพทย์ต่อบทบาทของ
บรรณารักษ์แพทย์ที่ต้องการให้เป็น
โดยท่านได้ชี้ให้เห็นว่า
บรรณารักษ์แพทย์ควรมีการพัฒนาตนเองตามความรู้ทางการ
แพทย์ให้ทัน
ควรมีการสร้างสรรค์ผลงาน และควรมีการนำเสนอด้วย
จะดีมาก เช่น
การนำเสนอผลงานทั้งในและต่างประเทศ
และเมื่อ
ดิฉันเข้าเรียนระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ก็มีข้อ
กำหนดในหลักสูตรของแบบ1(2)ว่า
ให้มีส่วนที่นำเสนอผลงาน
ระดับนานาชาติด้วย
เมื่อดิฉันได้ประเดิมนำเสนอในระดับประเทศ
ในครั้งแรกๆแล้ว พอครั้งต่อมารู้สึกมั่นใจมากขึ้น
และสนุกที่จะ
เดินทางไปร่วมนำเสนอผลงานอีกถ้ามีโอกาส
ในส่วนตัวมีความคิดเห็นว่าการนำเสนอผลงานในต่าง
ประเทศเป็นวิธีการเผยแพร่ความรู้สู่ระดับนานาชาติที่ดีวิธีหนึ่ง
นอกเหนือจากการตีพิมพ์ในวารสาร
กล่าวคือยังได้แลกเปลี่ยน
ความรู้กับบุคคลจากที่ต่างๆในวิชาชีพเดียวกัน เกิดเป็นเครือข่าย
ได้โดยอัตโนมัติ
รวมทั้งได้เห็นโลกกว้างขึ้นจากการได้เดินทาง
ไปยังประเทศที่จัดประชุม
ผลงานที่ดิฉันส่งไป 99 % ผู้จัดประชุมจะตอบรับให้ไป
นำเสนอทั้งแบบการนำเสนอบนเวทีและการนำเสนอแบบโปสเตอร์
ประเทศต่างๆที่ดิฉันได้ส่งผลงานไป คือประเทศสหรัฐอเมริกา
ประเทศแคนาดา ประเทศสวีเดน ประเทศออสเตรเลีย ประเทศ
เวียดนาม และประเทศไทย เป็นต้น
ในการนำเสนอแต่ละครั้งตนเองจะเลือกการประชุม
ระดับนานาชาติหรือระดับโลก
ที่เป็นเนื้อหาที่สัมพันธ์กับเรื่องที่
ตนเองสนใจซึ่งมีหลายเรื่อง เช่น ห้องสมุดแพทย์ การจัดการ
สารสนเทศ สารสนเทศศึกษา การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
การแพทย์แนวใหม่คือแนวคิดของการแพทย์เชิงประจักษ์
(Evidence-based medicine หรือ EBM) และอื่นๆตามโอกาส
อำนวย
วิธีการและการเตรียมตัวที่จะไปนำเสนอผลงาน
ดิฉันจะเตรียมตัวเป็นปีถึงสองปีเพื่อเลือกเรื่องการ
ประชุมที่สนใจซึ่งได้มาหลายวิธี เช่น
ผู้จัดกลุ่มเดิมเชิญผ่านทาง
E-mail หาด้วยตนเองจาก Internet และอาจารย์/เพื่อนๆส่งข่าว
ให้ เป็นต้น
ต้องมีการเตรียมงานวิจัย หรือผลงานที่ต้องการนำ
เสนอ แล้วส่งสาระสังเขป (Abstract)ไปให้ผู้จัดประชุม และรอ
การตอบรับแล้วจึงส่งผลงานฉบับสมบูรณ์ (Full paper) ไปให้อีก
ครั้ง
ในการตอบรับให้นำเสนออาจจะเป็นแบบนำเสนอบน
เวที หรือโปสเตอร์ซึ่งแล้วแต่การพิจารณาของกรรมการของการ
ประชุม ผลงานที่นำเสนอแล้วจะถูก upload ในเว็บไซต์เป็น
Open Access หรือจัดเก็บในรูปแบบ CD Rom หรืออาจตีพิมพ์ใน
รายงานการประชุม (เป็นฉบับพิมพ์ไม่ค่อยมีให้เห็นแล้วใน
ปัจจุบัน) นอกจากนั้นควรเตรียมตัวตอบคำถามทั้งแบบนำเสนอ
บนเวทีหรือโปสเตอร์ด้วย
สิ่งที่อยากฝากถึงบรรณารักษ์และผู้อ่านทุกท่าน
บรรณารักษ์ต้องไม่อยู่นิ่ง ต้องมีการพัฒนาตลอดเวลา
ยกเลิกแนวคิดเก่าๆที่กำหนดด้วยกฎเกณฑ์ที่ไม่จำเป็น
ลองใช้แนว
คิดหลายๆแนวคิดที่มุ่งผู้ใช้บริการเป็นหลัก
ควรมีการดำเนินงานบน
พื้นฐานของการผสมผสานระหว่างประสบการณ์ของตนเอง และงาน
วิจัยที่เชื่อถือได้ ร่วมกับบริบทของหน่วยงานและผู้ใช้บริการ
สิ่งที่บรรณารักษ์ประสงค์จะเห็นมากที่สุดคือความพึงพอ
ใจของผู้ใช้บริการ |
|



|
|