นับเป็นโอกาสอันดีในชีวิตของข้าพเจ้าที่ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานส่งให้ไปเข้ารับการฝึกอบรมกรรมฐานหลักสูตร
7 วัน
(ไป-กลับ) รุ่นที่๔๔ ระหว่างวันที่ 1-7 มีนาคม 2552 ณ
พระวิหารวัดโสมนัสราชวรวิหาร
อานิสงส์จากการไปอบรมครั้งนี้ทำให้ปรับเปลี่ยนวิธีคิด
และสร้างความสุขทางใจได้อย่างมากเกินกว่าที่คาดไว้ว่าจะได้รับ
พร้อมจะดำรงชีวิตและแก้ปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นข้างหน้าโดยไม่ร้อนรน
กระวนกระวายเหมือนเก่า
เยือกเย็นอย่างเหลือเชื่อสิ่งที่กล่าวมานี้ฟังดูอาจเหมือนเกินจริง
หรือเกิดความสงสัยว่าแค่ 7 วันจะดีเช่นนี้จริงหรือ
ก็ต้องขอบอกว่าท่านไม่ผิดที่อาจไม่เชื่อเพราะนั่นคือหนทางที่จะเปิดโอกาสให้ท่านไปหาคำตอบด้วยการพิสูจน์ด้วยตนเองจึงจะมีความเข้าใจ
ซึ่งแต่ละคนอาจได้รับผลแตกต่างกันตามกรรมที่ทำมา
เนื่องจากทุกคนนั้นมีกรรมเป็นของๆตน
การฝึกอบรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ
เป็นการพัฒนาจิตและเพิ่มคุณภาพชีวิตและ
ประสิทธิภาพในการทำงาน
ซึ่งถ้าผู้เข้าอบรมมีความตั้งใจและมุ่งมั่นจริงๆ
ย่อมบรรลุตามวัตถุประสงค์ทั้ง 3 ประการนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
การอบรมครั้งนี้ได้รับความกรุณาจากพระเดชพระคุณเจ้าคุณอาจารย์
พระราชธรรมวิสุทธิกวี เจ้าอาวาสวัดโสมนัสราชวรวิหาร
รับเป็นพระอาจารย์
ผู้อำนวยการฝึกอบรมตลอดหลักสูตร
การอบรมครั้งนี้แม้จะเป็นการฝึกแบบไป-กลับ
เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องที่พักแต่หากมีความตั้งใจจริงและ
ไม่พยายามทำสมาธิให้รั่วในเวลาที่กลับบ้าน
ซึ่งจะทำให้ฝึกสมาธิได้ยาก
พระอาจารย์ได้กล่าวถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการฝึกกรรมฐานไว้ 9 ข้อ
ดังนี้
1.
ได้บุญ
2.
ได้ความรู้
3.
ได้ประสบการณ์
4.
ได้ความสุขใจ
5.
มีโอกาสนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
6.
ได้โอกาสแนะนำแก่ผู้อื่น
7.
ได้พบกัลยาณมิตร
8.
ได้ชื่อว่ายกย่อง ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
9.
ทำวิญญาณ ของบรรพบุรุษของเราให้ได้ชื่นใจ
การบำเพ็ญธรรมเบื้องต้นนั้นประกอบด้วย ทาน ศีล ภาวนา
เพื่อให้เกิดความเจริญให้ได้ 3 ส. สะอาด สงบ และสว่าง
และยังอาจได้สิ่งอื่นๆ
เป็นผลพลอยได้ เช่น โชคลาภ การหายจากโรคภัยไข้เจ็บ
อย่าคาดหวังกับผลพลอยได้เหล่านี้เมื่อเราสงบ สิ่งเหล่านี้จะตามมาเอง
การทำความดีจะทำให้
จิตประเสริฐขึ้นในทันทีที่เราทำ ความวุ่นวายในชีวิตลดลงอย่างเห็นได้ชัด
การฝึกอบรมที่ได้ผลนั้นจะต้องมีเวลาที่เพียงพอ
ได้รับการฝึกอย่างต่อเนื่อง และฝึกในสถานที่ๆเหมาะสม
จึงจะได้ผลดีมีประสิทธิภาพ
สำหรับความรู้ที่ได้รับจากการบรรยายธรรมนั้นมีหลายเรื่อง ได้แก่
วิธีการสวดมนต์ ประโยชน์ของการสวดมนต์ กฎที่พระพุทธเจ้าค้นพบ
วิธีบำเพ็ญ
ธรรมเบื้องต้น การเผยแผ่พุทธศาสนามายังประเทศไทย การฝีกสมถะ
และวิปัสสนา อานาปานสติ ประโยชน์และความสำคัญ วิธีการทำสมาธิแบบต่างๆ
วิธีการเดินจงกรม การตัดความกังวล ความหมายของคำว่าวิหาร
ลักษณะของคนน่ารัก ไตรสิกขา ตัณหา นิพพาน อริยสัจ 4 การสั่งสมบุญ
ประโยชน์
ของการเดินจงกรม สมาบัติ การรับศีล การแผ่เมตตาและการอุทิศส่วนบุญ
ความหมายของบทสวดมนต์สำคัญแต่ละบท นิวรณ์ตัวกั้นจิต เหตุเกิดดับของ
นิวรณ์ การกำจัดนิวรณ์ ไตรลักษณ์ ความสำคัญของพระรัตนตรัย
การปรับอินทรีย์ทั้ง 5 อัปปนาโกศล กฎแห่งกรรม
การบำเพ็ญวิปัสสนาเบื้องต้น คลาย เครียด อุบายระงับความโกรธ
และพรหมวิหารธรรม 4 ประการ
และแนะนำการสวดมนต์โดยออกเสียงภาษาบาลีให้ถูกต้อง สวดด้วยทำนองเคยยะ
หรือ
บางครั้งสวดด้วยสำเนียงมคธ
พร้อมทั้งคำแปลเพื่อให้เข้าใจความหมายอย่างถ่องแท้
ที่สำคัญเน้นวิธีกราบพระแบบเบญจางคประดิษฐ์ที่ถูกต้อง
รวมทั้งความสำคัญในการกราบแต่ละครั้ง นอกจากนั้นพระอาจารย์ยังแนะนำ
หนังสือที่น่าสนใจให้พวกเราไปศึกษาอีกมากมายด้วย
นอกเหนือจากการบรรยายธรรมดังกล่าวแล้วจะมีการนั่งสมาธิและเดินจงกรมเป็นช่วงๆ
นั่ง
สมาธิวันละประมาณ
4
รอบคือเช้า 2 รอบ บ่าย 2 รอบ เดินจงกรมวันละ 2 รอบ
เช้าบ่าย เริ่มจากวันแรกรอบละ 15 นาที และเพิ่มเวลาไปเรื่อยๆวันละ 5
นาที จนวันที่ 7 รอบละ 45 นาที
โดยที่มีพระอาจารย์เป็นผู้ควบคุมและแนะนำโดยตลอด
ผลจากการนั่งสมาธินี้อาจมีผลแตกต่างกันไปแล้วแต่กรรมของแต่ละคน
เกิดปีติแบบต่างๆต้องแก้กันไปตามลักษณะที่เกิดไม่เหมือนกัน
บางคนทำได้เร็วและช้าต่างกันด้วย
แต่ละคนจะเหมาะกับการทำกรรมฐานในลักษณะอิริยาบถ
ที่แตกต่างกันแล้วแต่จริตของคนๆนั้น การทำปฏิบัติที่ไม่
มีผู้ควบคุมหรือไม่มีผู้แนะนำจึงเป็นอันตราย
เพราะอาจทำให้ฟุ้งซ่านสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้
หรือบางคนได้ปีติบางอย่างแล้วรู้สึกสบายอาจหลงยึดติด
ก็จะไม่มีโอกาสบรรลุเพราะถือเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง
เป็นเพียงทางผ่านของสมาธิเท่านั้น คือ เกิดสมาธิอ่อนๆ
ในรุ่นของข้าพเจ้ามีคนเกิดปีติ กันหลายๆแบบ เช่น ขนลุก น้ำตาไหล
ออกจากสมาธิไม่ได้ แขนหาย ขาหาย ร่างกายแยกเป็น 2 ส่วน
เห็นแสงสีต่างๆนานา ตัวเบา หรือมีอาการกระตุกหรือวูบ
บางครั้งต้องแก้ด้วยการลืมตา บางครั้งต้องออกจากสมาธิช้าๆ
หรือบางครั้งเกิดทุกขเวทนาต่างๆ
เช่น ปวดแขน ปวดขา ปวดตัว หรือหายใจไม่ออก ขึ้นมาก็จะมีวิธีแก้หลายแบบ
เช่นแยกกายจากจิตออกจากกัน เป็นต้น
สำหรับข้าพเจ้าเองนั้นเมื่อเริ่มฝึกในวันแรก
หลังจากทำพิธีมอบกายถวายตัวแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ปรากฏว่ามีฝนตกลงมาทั้งๆที่
เป็นหน้าร้อน พระอาจารย์บอกพวกเราว่าเทวดามาแสดงความพอใจ
พอเริ่มฝึกข้าพเจ้าสภาพแย่มากเกิดจิตฟุ้งซ่าน วิตก กังวล สารพัด
ที่สำคัญคือเกิด
ทุกขเวทนาอย่างมากไม่ว่าจะมีอาการของโรคต่างๆที่เคยเป็นค่อยๆแสดงอาการกำเริบออกมาทีละโรค
เช่นผื่นภูมิแพ้ขึ้นเต็มตัว ปวดท้องกระเพาะ
ปัสสาวะอักเสบ ไมเกรนขึ้น
ปวดบริเวณที่มีเนื้องอกอยู่ทั้งหมดทั้งที่เวลาปกติไม่เคยปวด
เจ็บคอและมีเสมหะออกมา ปวดขาบริเวณที่ผ่าตัด แต่อาการ
เหล่านี้ไม่ได้มาพร้อมกันแต่ค่อยๆมาทีละอย่างให้เราพิจารณาสังขารของเรา
วันต่อมาค่อยๆดีขึ้นทำสมาธิได้ไวขึ้น นิ่งขึ้น
เริ่มมีปีติคือเกิดอาการคันตามหน้าตามตัว รวมทั้งมีน้ำตาซึม พอวันที่ 3
พระอาจารย์
เปลี่ยนให้พิจารณาสังขาร มีมรณานุสติ ระลึกถึงความตายด้วยการภาวนา ว่า
“มรณัง”
หรือ “ตายแน่”
แทนคำว่า “พุทโธ” หรือ
การนับเลข ผลก็คือ
เห็นภาพศพต่างๆของญาติผู้ใหญ่รวมทั้งภาพตัวเราเองตอนตาย
แล้วก็รู้สึกว่าน้ำมูกน้ำตานองหน้า
ซึ่งก็นึกเอาว่าคิดไปเองไม่ได้ร้องจริงๆแต่พอลืมตา
ออกจากสมาธิ
ก็ตกใจเพราะน้ำตานองหน้าไปหมดต้องรีบหากระดาษในกระเป๋ามาเช็ด
ในวันที่ 4 เป็นวันที่จะต้องถืออุโบสถศีล หรือ ศีล 8
คืนก่อนหน้านั้นจึงพยายามรีบเข้านอนเอาแรงแต่ปรากฏว่านอนไม่หลับจึง
พยายามนอนภาวนา เพื่อให้หลับสบาย แต่ผลกลับเป็นตรงกันข้ามคือ
ยิ่งตาค้างนอนไม่หลับถึงเช้าแต่ไม่มีอาการอ่อนเพลียใดๆไม่มีการง่วงซึม
มาวัด
และถืออุโบสถศีลได้อย่างสบาย
การนั่งสมาธิในวันนี้สงบมากและมีปีติอีกแบบคือมีอาการเหมือนตกจากที่สูง
หรือลงลิฟต์แล้วกระตุกทั้งๆที่รู้สึกตัว
ตลอดเวลาไม่ได้ง่วง
ในวันที่ 5 ข้าพเจ้าค่อนข้างกังวลในบางเรื่อง
เลยทำให้ทำสมาธิได้ช้าแต่ในที่สุดก็ทำได้แล้วมีปีติแบบใหม่คือ
มีอาการเหมือนกรดไหล
ย้อน
ซาบซ่านอยู่ในทางเดินอาหารหลังจากกลับบ้านแล้วคืนนั้นทั้งคืนเช้าขึ้นถึงหาย
ซึ่งกราบเรียนถามพระอาจารย์แล้ว ท่านอธิบายว่าบางคนปีติอยู่
นานถึง 3 วัน ดังนั้นไม่แปลกอยากหายไวให้ออกกำลังกายจะหายได้ไวขึ้น
ในวันที่ 6 พระอาจารย์เริ่มสอนขั้นกรรมฐาน
คือให้พิจารณาไปด้วยว่าทุกอย่างเกิดดับอยู่ตลอดเวลาไม่เที่ยง
ผลคือเกิดเหงื่อออกตลอด
เวลาทั้งที่พัดลมเปิดอยู่หลายตัว และอากาศเย็นสบายภายนอกเย็น
แต่ร้อนออกมาจากข้างใน พอภาวนาไปก็จะค่อยๆเย็นขึ้นเรื่อยๆ
ในวันที่ 7 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายก็รู้สึกว่าเราฝึกมา 7
วันแล้วไวมากเรามีความสุขอยากฝึกต่อตลอดเจ็ดวันกินอาหารมังสวิรัติ
และน้ำปานะ
ซึ่งแม่ชีจะทำไว้ให้ในตอนบ่าย มีความสุขที่ได้สนทนาธรรมกับเพื่อนๆ
ทุกวัย รวมทั้งได้ร่วมกิจกรรมของรุ่น
ในวันสุดท้ายซึ่งมีการรับวุฒิบัตรนี้พวก
เราตั้งใจถวายเงินให้พระอาจารย์ ให้วัดเป็นค่าน้ำค่าไป
และแม่ชีที่ช่วยดูแลพวกเราโดยตั้งตู้บริจาคไว้ 3 ตู้
ปรากฏว่าโดนขโมยทุบตู้แตกและเอาเงิน
บริจาคไปหมด
แต่พระอาจารย์ก็สอนพวกเราให้ใช้เมตตาธรรมอย่าโกรธคนที่เอาไปย่อมได้รับกรรมของตนในที่สุด
ให้พวกเราให้อภัยต่อการกระทำนี้

พวกเรากลับจากวัดมาด้วยความสุขกันทุกคน
โอกาสนี้ขอเอาบุญมาฝากท่านผู้อ่านทุกท่านด้วยนะคะ
รวมทั้งขอบคุณพ่อแม่ที่ให้ชีวิต
ทำให้มีโอกาสได้ฟังธรรม และที่สำคัญขอขอบคุณหน่วยงานคือ
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่อนุมัติให้ข้าพเจ้าได้รับการฝึกอบรมในครั้งนี้
นอกจากนี้ยังอยากขอเชิญชวนข้าราชการที่มีโอกาสเข้ารับการฝึกอบรมกรรมฐานถ้ามีโอกาสเพื่อพบทางแห่งความสุขความเจริญต่อไป.