LIBRARIANMAGAZINE.COM

 
 นิตยสารบรรณารักษ์ ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๒


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                     เมื่อข้าพเจ้าได้ไปอบรมกรรมฐาน ณ วัดโสมนัสราชวรวิหาร
 

                      โดย ปรียานุช คลอวุฒิวัฒน์
                      สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการผู้แทนราษฎร

 

                     นับเป็นโอกาสอันดีในชีวิตของข้าพเจ้าที่ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานส่งให้ไปเข้ารับการฝึกอบรมกรรมฐานหลักสูตร 7 วัน
(ไป-กลับ) รุ่นที่๔๔ ระหว่างวันที่ 1-7 มีนาคม 2552 ณ พระวิหารวัดโสมนัสราชวรวิหาร อานิสงส์จากการไปอบรมครั้งนี้ทำให้ปรับเปลี่ยนวิธีคิด
และสร้างความสุขทางใจได้อย่างมากเกินกว่าที่คาดไว้ว่าจะได้รับ พร้อมจะดำรงชีวิตและแก้ปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นข้างหน้าโดยไม่ร้อนรน
กระวนกระวายเหมือนเก่า เยือกเย็นอย่างเหลือเชื่อสิ่งที่กล่าวมานี้ฟังดูอาจเหมือนเกินจริง หรือเกิดความสงสัยว่าแค่ 7 วันจะดีเช่นนี้จริงหรือ
ก็ต้องขอบอกว่าท่านไม่ผิดที่อาจไม่เชื่อเพราะนั่นคือหนทางที่จะเปิดโอกาสให้ท่านไปหาคำตอบด้วยการพิสูจน์ด้วยตนเองจึงจะมีความเข้าใจ
ซึ่งแต่ละคนอาจได้รับผลแตกต่างกันตามกรรมที่ทำมา

                      เนื่องจากทุกคนนั้นมีกรรมเป็นของๆตน การฝึกอบรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ เป็นการพัฒนาจิตและเพิ่มคุณภาพชีวิตและ
ประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งถ้าผู้เข้าอบรมมีความตั้งใจและมุ่งมั่นจริงๆ ย่อมบรรลุตามวัตถุประสงค์ทั้ง 3 ประการนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
การอบรมครั้งนี้ได้รับความกรุณาจากพระเดชพระคุณเจ้าคุณอาจารย์ พระราชธรรมวิสุทธิกวี เจ้าอาวาสวัดโสมนัสราชวรวิหาร รับเป็นพระอาจารย์
ผู้อำนวยการฝึกอบรมตลอดหลักสูตร การอบรมครั้งนี้แม้จะเป็นการฝึกแบบไป-กลับ เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องที่พักแต่หากมีความตั้งใจจริงและ
ไม่พยายามทำสมาธิให้รั่วในเวลาที่กลับบ้าน ซึ่งจะทำให้ฝึกสมาธิได้ยาก พระอาจารย์ได้กล่าวถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการฝึกกรรมฐานไว้ 9 ข้อ
ดังนี้

1.      ได้บุญ

2.      ได้ความรู้

3.      ได้ประสบการณ์

4.      ได้ความสุขใจ

5.      มีโอกาสนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

6.      ได้โอกาสแนะนำแก่ผู้อื่น

7.      ได้พบกัลยาณมิตร

8.      ได้ชื่อว่ายกย่อง ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

9.      ทำวิญญาณ ของบรรพบุรุษของเราให้ได้ชื่นใจ
 

                   การบำเพ็ญธรรมเบื้องต้นนั้นประกอบด้วย ทาน ศีล ภาวนา เพื่อให้เกิดความเจริญให้ได้ 3 ส. สะอาด สงบ และสว่าง และยังอาจได้สิ่งอื่นๆ
เป็นผลพลอยได้ เช่น โชคลาภ การหายจากโรคภัยไข้เจ็บ อย่าคาดหวังกับผลพลอยได้เหล่านี้เมื่อเราสงบ สิ่งเหล่านี้จะตามมาเอง การทำความดีจะทำให้
จิตประเสริฐขึ้นในทันทีที่เราทำ ความวุ่นวายในชีวิตลดลงอย่างเห็นได้ชัด

                    การฝึกอบรมที่ได้ผลนั้นจะต้องมีเวลาที่เพียงพอ ได้รับการฝึกอย่างต่อเนื่อง และฝึกในสถานที่ๆเหมาะสม จึงจะได้ผลดีมีประสิทธิภาพ
สำหรับความรู้ที่ได้รับจากการบรรยายธรรมนั้นมีหลายเรื่อง ได้แก่ วิธีการสวดมนต์ ประโยชน์ของการสวดมนต์ กฎที่พระพุทธเจ้าค้นพบ วิธีบำเพ็ญ
ธรรมเบื้องต้น การเผยแผ่พุทธศาสนามายังประเทศไทย การฝีกสมถะ และวิปัสสนา อานาปานสติ ประโยชน์และความสำคัญ วิธีการทำสมาธิแบบต่างๆ
วิธีการเดินจงกรม การตัดความกังวล ความหมายของคำว่าวิหาร ลักษณะของคนน่ารัก ไตรสิกขา ตัณหา นิพพาน อริยสัจ 4 การสั่งสมบุญ ประโยชน์
ของการเดินจงกรม สมาบัติ การรับศีล การแผ่เมตตาและการอุทิศส่วนบุญ ความหมายของบทสวดมนต์สำคัญแต่ละบท นิวรณ์ตัวกั้นจิต เหตุเกิดดับของ
นิวรณ์ การกำจัดนิวรณ์ ไตรลักษณ์ ความสำคัญของพระรัตนตรัย การปรับอินทรีย์ทั้ง 5 อัปปนาโกศล กฎแห่งกรรม การบำเพ็ญวิปัสสนาเบื้องต้น คลาย เครียด อุบายระงับความโกรธ และพรหมวิหารธรรม 4 ประการ และแนะนำการสวดมนต์โดยออกเสียงภาษาบาลีให้ถูกต้อง สวดด้วยทำนองเคยยะ หรือ
บางครั้งสวดด้วยสำเนียงมคธ พร้อมทั้งคำแปลเพื่อให้เข้าใจความหมายอย่างถ่องแท้

                      ที่สำคัญเน้นวิธีกราบพระแบบเบญจางคประดิษฐ์ที่ถูกต้อง รวมทั้งความสำคัญในการกราบแต่ละครั้ง นอกจากนั้นพระอาจารย์ยังแนะนำ
หนังสือที่น่าสนใจให้พวกเราไปศึกษาอีกมากมายด้วย  นอกเหนือจากการบรรยายธรรมดังกล่าวแล้วจะมีการนั่งสมาธิและเดินจงกรมเป็นช่วงๆ นั่ง
สมาธิวันละประมาณ
4 รอบคือเช้า 2 รอบ บ่าย 2 รอบ เดินจงกรมวันละ 2 รอบ เช้าบ่าย เริ่มจากวันแรกรอบละ 15 นาที และเพิ่มเวลาไปเรื่อยๆวันละ 5
นาที จนวันที่ 7 รอบละ 45 นาที โดยที่มีพระอาจารย์เป็นผู้ควบคุมและแนะนำโดยตลอด

                        ผลจากการนั่งสมาธินี้อาจมีผลแตกต่างกันไปแล้วแต่กรรมของแต่ละคน เกิดปีติแบบต่างๆต้องแก้กันไปตามลักษณะที่เกิดไม่เหมือนกัน
บางคนทำได้เร็วและช้าต่างกันด้วย แต่ละคนจะเหมาะกับการทำกรรมฐานในลักษณะอิริยาบถ ที่แตกต่างกันแล้วแต่จริตของคนๆนั้น การทำปฏิบัติที่ไม่
มีผู้ควบคุมหรือไม่มีผู้แนะนำจึงเป็นอันตราย เพราะอาจทำให้ฟุ้งซ่านสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ หรือบางคนได้ปีติบางอย่างแล้วรู้สึกสบายอาจหลงยึดติด
ก็จะไม่มีโอกาสบรรลุเพราะถือเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง เป็นเพียงทางผ่านของสมาธิเท่านั้น คือ เกิดสมาธิอ่อนๆ

                        ในรุ่นของข้าพเจ้ามีคนเกิดปีติ กันหลายๆแบบ เช่น ขนลุก น้ำตาไหล ออกจากสมาธิไม่ได้ แขนหาย ขาหาย ร่างกายแยกเป็น 2 ส่วน
เห็นแสงสีต่างๆนานา ตัวเบา หรือมีอาการกระตุกหรือวูบ บางครั้งต้องแก้ด้วยการลืมตา บางครั้งต้องออกจากสมาธิช้าๆ หรือบางครั้งเกิดทุกขเวทนาต่างๆ
เช่น ปวดแขน ปวดขา ปวดตัว หรือหายใจไม่ออก ขึ้นมาก็จะมีวิธีแก้หลายแบบ เช่นแยกกายจากจิตออกจากกัน เป็นต้น
 

                          สำหรับข้าพเจ้าเองนั้นเมื่อเริ่มฝึกในวันแรก หลังจากทำพิธีมอบกายถวายตัวแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ปรากฏว่ามีฝนตกลงมาทั้งๆที่
               เป็นหน้าร้อน พระอาจารย์บอกพวกเราว่าเทวดามาแสดงความพอใจ พอเริ่มฝึกข้าพเจ้าสภาพแย่มากเกิดจิตฟุ้งซ่าน วิตก กังวล สารพัด ที่สำคัญคือเกิด
               ทุกขเวทนาอย่างมากไม่ว่าจะมีอาการของโรคต่างๆที่เคยเป็นค่อยๆแสดงอาการกำเริบออกมาทีละโรค เช่นผื่นภูมิแพ้ขึ้นเต็มตัว ปวดท้องกระเพาะ
               ปัสสาวะอักเสบ ไมเกรนขึ้น ปวดบริเวณที่มีเนื้องอกอยู่ทั้งหมดทั้งที่เวลาปกติไม่เคยปวด เจ็บคอและมีเสมหะออกมา ปวดขาบริเวณที่ผ่าตัด แต่อาการ
               เหล่านี้ไม่ได้มาพร้อมกันแต่ค่อยๆมาทีละอย่างให้เราพิจารณาสังขารของเรา

                                          วันต่อมาค่อยๆดีขึ้นทำสมาธิได้ไวขึ้น นิ่งขึ้น เริ่มมีปีติคือเกิดอาการคันตามหน้าตามตัว รวมทั้งมีน้ำตาซึม พอวันที่ 3 พระอาจารย์
                เปลี่ยนให้พิจารณาสังขาร มีมรณานุสติ ระลึกถึงความตายด้วยการภาวนา ว่า
มรณัง หรือ ตายแน่  แทนคำว่า พุทโธ หรือ การนับเลข ผลก็คือ
                เห็นภาพศพต่างๆของญาติผู้ใหญ่รวมทั้งภาพตัวเราเองตอนตาย แล้วก็รู้สึกว่าน้ำมูกน้ำตานองหน้า ซึ่งก็นึกเอาว่าคิดไปเองไม่ได้ร้องจริงๆแต่พอลืมตา
                ออกจากสมาธิ ก็ตกใจเพราะน้ำตานองหน้าไปหมดต้องรีบหากระดาษในกระเป๋ามาเช็ด

                                          ในวันที่ 4 เป็นวันที่จะต้องถืออุโบสถศีล หรือ ศีล 8 คืนก่อนหน้านั้นจึงพยายามรีบเข้านอนเอาแรงแต่ปรากฏว่านอนไม่หลับจึง
                พยายามนอนภาวนา เพื่อให้หลับสบาย แต่ผลกลับเป็นตรงกันข้ามคือ ยิ่งตาค้างนอนไม่หลับถึงเช้าแต่ไม่มีอาการอ่อนเพลียใดๆไม่มีการง่วงซึม มาวัด
                และถืออุโบสถศีลได้อย่างสบาย การนั่งสมาธิในวันนี้สงบมากและมีปีติอีกแบบคือมีอาการเหมือนตกจากที่สูง หรือลงลิฟต์แล้วกระตุกทั้งๆที่รู้สึกตัว
                ตลอดเวลาไม่ได้ง่วง

                                         ในวันที่ 5 ข้าพเจ้าค่อนข้างกังวลในบางเรื่อง เลยทำให้ทำสมาธิได้ช้าแต่ในที่สุดก็ทำได้แล้วมีปีติแบบใหม่คือ มีอาการเหมือนกรดไหล
                ย้อน ซาบซ่านอยู่ในทางเดินอาหารหลังจากกลับบ้านแล้วคืนนั้นทั้งคืนเช้าขึ้นถึงหาย ซึ่งกราบเรียนถามพระอาจารย์แล้ว ท่านอธิบายว่าบางคนปีติอยู่
                นานถึง 3 วัน ดังนั้นไม่แปลกอยากหายไวให้ออกกำลังกายจะหายได้ไวขึ้น

                                          ในวันที่ 6 พระอาจารย์เริ่มสอนขั้นกรรมฐาน คือให้พิจารณาไปด้วยว่าทุกอย่างเกิดดับอยู่ตลอดเวลาไม่เที่ยง ผลคือเกิดเหงื่อออกตลอด
                เวลาทั้งที่พัดลมเปิดอยู่หลายตัว และอากาศเย็นสบายภายนอกเย็น แต่ร้อนออกมาจากข้างใน พอภาวนาไปก็จะค่อยๆเย็นขึ้นเรื่อยๆ

                                          ในวันที่ 7 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายก็รู้สึกว่าเราฝึกมา 7 วันแล้วไวมากเรามีความสุขอยากฝึกต่อตลอดเจ็ดวันกินอาหารมังสวิรัติ และน้ำปานะ
                ซึ่งแม่ชีจะทำไว้ให้ในตอนบ่าย มีความสุขที่ได้สนทนาธรรมกับเพื่อนๆ ทุกวัย รวมทั้งได้ร่วมกิจกรรมของรุ่น ในวันสุดท้ายซึ่งมีการรับวุฒิบัตรนี้พวก
                เราตั้งใจถวายเงินให้พระอาจารย์ ให้วัดเป็นค่าน้ำค่าไป และแม่ชีที่ช่วยดูแลพวกเราโดยตั้งตู้บริจาคไว้ 3 ตู้  ปรากฏว่าโดนขโมยทุบตู้แตกและเอาเงิน
                บริจาคไปหมด แต่พระอาจารย์ก็สอนพวกเราให้ใช้เมตตาธรรมอย่าโกรธคนที่เอาไปย่อมได้รับกรรมของตนในที่สุด ให้พวกเราให้อภัยต่อการกระทำนี้

                                

                          พวกเรากลับจากวัดมาด้วยความสุขกันทุกคน โอกาสนี้ขอเอาบุญมาฝากท่านผู้อ่านทุกท่านด้วยนะคะ รวมทั้งขอบคุณพ่อแม่ที่ให้ชีวิต
                ทำให้มีโอกาสได้ฟังธรรม และที่สำคัญขอขอบคุณหน่วยงานคือ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่อนุมัติให้ข้าพเจ้าได้รับการฝึกอบรมในครั้งนี้

                นอกจากนี้ยังอยากขอเชิญชวนข้าราชการที่มีโอกาสเข้ารับการฝึกอบรมกรรมฐานถ้ามีโอกาสเพื่อพบทางแห่งความสุขความเจริญต่อไป.

LIBRARIANMAGAZINE.COM