มื่อเข้ามาถึงในพิพิธภัณฑ์ ได้รับแจกเอกสาร เรียงความประเทศไทย
อธิบายแผนผังห้องนิทรรศการที่จะเข้าชม เริ่มจากชั้น 1 ขึ้นสู่ชั้น 3 แล้วกลับมาสู่ชั้น
2 มองซ้ายมองขวา เห็นแสงในพิพิธภัณฑ์แล้ว ทำทีเป็นจับกล้อง นึกถึงบทความของ
คุณ
spycute เรื่องการถ่ายรูปในพิพิธภัณฑ์สิงคโปร์ ต้องปรับค่า speed shutter
เท่าไร ค่า f เท่าไร ....นึกแล้วต้องถอนใจ เพราะปรับไม่เป็น ขออาศัยการตั้งค่า
auto
ของกล้องละกัน (อ้าว!
) แต่จำได้ว่า ในที่แสงน้อย เราต้องถ่ายให้มือนิ่งที่สุด
อาจอาศัยขาตั้งกล้อง ไหล่เพื่อน หรือกลั้นหายใจเวลากดชัตเตอร์  และถ่ายรูปของ
ในตู้กระจก ต้องเอาเลนส์จ่อให้ติดกระจก จะไม่เกิดแสงสะท้อน.....
ทฤษฎีพร้อมแล้ว  ....ลุย
!

ทุกห้องของมิวเซียมสยามจะมีป้ายบอกชื่อห้อง  รวมแล้วทั้งหมด 17 ห้อง
เรียงไปตามลำดับ โดยเริ่มตั้งแต่ การเกริ่นนำ เป็นการนำเสนอกระตุกให้ผู้ชมได้รู้สึกเกิด
คำถามขึ้นในใจว่า คนไทยมาจากไหน  ไทยคืออะไร และเหมือนว่าเราจะได้รับคำตอบ
นับตั้งแต่เดินออกจากห้องนี้ไป  นิทรรศการชั้น 3 ประกอบด้วยห้องจัดแสดง
นิทรรศการทั้งหมด 6 ห้อง นำเสนอเรื่องราวถึงวิวัฒนาการจาก สุวรรณภูมิ สู่ประเทศ
ไทย จนกระทั่งถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา

           นิทรรศการชั้น 2 เริ่มต้นด้วยเรื่องราวของ แผนที่ ความยอกย้อนบน
แผ่นกระดาษ ที่แสดงถึงการล่าอาณานิคม และการ
ตัดแบ่งชุมชนเชื้อชาติญาติพี่น้อง
ออกจากกัน
จากนั้นจะเป็นการเล่าเรื่องของกรุงเทพฯ ตั้งแต่ครั้งเพิ่งสร้างกรุง วิถีชีวิต
ก่อนที่จะเป็นสยามประเทศ และจากสยามประเทศมาสู่ประเทศไทย  โลกใหม่หลัง
สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุคที่เศรษฐกิจรุ่งเรือง และการเปิดรับวัฒนธรรมอเมริกัน และต่อ
เนื่องมาจนถึง หัวข้อเมืองไทยวันนี้ และมองไปข้างหน้า ซึ่งในแผ่นพับบอกไว้ว่า ห้อง
มองไปข้างหน้า
(Thailand Tomorrow) เป็นห้องที่ตอกย้ำว่า วันพรุ่งนี้ของประเทศ
ไทยจะเป็นเช่นไร คนรุ่นปัจจุบันเท่านั้นที่จะให้คำตอบได้


 

            ในห้องเดียวกัน มีบานหน้าต่าง เขียนลวดลายเป็นรูปคน ดูจากเครื่อง
แต่งกายแล้ว พอเดาได้ว่า น่าจะเป็นชาวมอญ เวียดนาม ลาว จีนถ้าเราเปิดหน้า
ต่างรูปชาวมอญ จะมีข้าวของเครื่องใช้จำลองที่เป็นสัญลักษณ์ของชาวมอญ และมี
เสียงบรรยายเกี่ยวกับการย้ายถิ่นฐานของชาวมอญเข้ามาอยู่ในไทย ว่ามาเมื่อใด
และอยู่ที่ส่วนใดของบางกอก....อะ สนุกกันละทีนี้  เดาได้ไม่ยาก กิจกรรมของ
พวกเราคือ เปิดหน้าต่างทุกบานเลย

            เอ..คิดๆ ดูแล้ว ไม่ว่าจะเล่าแบบไหน คงไม่น่าสนใจได้เท่าไปเยี่ยมชม
กันเอง เพราะก่อนที่จะมีโอกาสได้มาเที่ยวชมมิวเซียมสยาม  ก็ได้มีโอกาสชมภาพ
จากเว็บไซต์ต่างๆ มากมาย แต่สิ่งที่เป็นเสน่ห์มากของที่นี่ นอกจากเรื่องราวที่
เรียงร้อยให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงและความเป็นมาของ
ไทย
นั่นคือปฏิสัมพันธ์
ระหว่างวัตถุที่จัดแสดงกับผู้ชม ซึ่งมิวเซียมสยามสามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้จริงๆ
เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถดึงดูดให้ผู้ชมทุกวัยให้อยู่ในพิพิธภัณฑ์นี้ได้นาน

เดินกลับออกมาด้วยความภาคภูมิใจที่เรามีพิพิธภัณฑ์ที่เหมือนแหล่ง
ท่องเที่ยวได้อีกแหล่ง รู้สึกยิ้มได้ ที่เห็นนักเรียนนักศึกษา เดินถือกระเป๋าเข้ามาที่
พิพิธภัณฑ์เหมือนเดินเข้าห้างหรือสถานที่ที่พวกเขาพึงใจจะมาเยี่ยมชม และคิดต่อ
ไปว่า ถ้ามีผู้คนเดินเข้าห้องสมุดด้วยท่าทางแบบนี้บ้าง  พวกเราในฐานะคนที่อยู่ใน
ห้องสมุด คงรู้สึกภาคภูมิใจน่าดู.....

_________________________________________________

แนะนำเว็บไซต์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับมิวเซียมสยาม
: พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้

http://www.ndmi.or.th เว็บทางการของสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ
http://www.museumofsiamproject.com/portfolio  ข้อมูลภาษาอังกฤษและ
ภาพถ่ายของมิวเซียมสยาม
http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E6732039/E6732039.html
กระทู้ภาพถ่ายและเรื่องเล่ามิวเซียมสยาม ในเว็บบอร์ดพันทิพ


 

มิวเซียมสยาม  เรื่องและภาพโดย  พะนิฎา
 

ปกติแล้ว เวลาได้รับมอบหมายให้เดินไปทำงานที่อื่น จะเกิดอาการไม่อยาก
เคลื่อนที่ไปจากที่ทำงานขึ้นมาทันที  แต่เพราะของแถมจากการเดินทางในคราวนี้ คือการแวะไปเที่ยว
มิวเซียมสยาม : พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ แค่นี้ก็ทำให้เกิดแรงจูงใจใน
การทำงานขึ้นมาทันที  เสร็จจากงานที่ได้รับมอบหมายแล้ว ก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับ
การเยี่ยมชม
มิวเซียมสยาม    ได้ยินชื่อเสียงของมิวเซียมสยาม ทั้งในด้านการจัด
แสดงเรื่องราวของประเทศไทยในรูปแบบ
เรียงความประเทศไทย ที่น่าสนใจและเชิญ
ชวนให้ชม  ในด้านของการจัดภูมิทัศน์ที่สวยงาม และแสงสีที่ท้าทายผู้ชื่นชอบการถ่าย
ภาพทั้งหลาย   ดังนั้น ตากล้องมืออาชีพ (อื่น) อย่างเรา พลาดงานนี้ไม่ได้  แน่นอน
!!

ข้อมูลจาก wikipedia บอกไว้ว่า มิวเซียมสยาม หรือพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้
ก่อตั้งขึ้นโดยคาดหวังว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ชั้นนำที่ทันสมัย ซึ่งต้องการนำเสนอเรื่องราว
มากกว่าการนำเสนอวัตถุตั้งแสดง โดยสร้างปฏิสัมพันธ์
(interaction)
กับผู้ชมและสิ่ง
แสดงได้  ข้อมูลแค่นี้ก็พอจะทำให้รู้สึกว่า พิพิธภัณฑ์นี้น่าสนุกละ พิพิธภัณฑ์ที่วัตถุที่จัด
แสดงสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมได้นี่ น่าสนใจ 

            มิวเซียมสยาม ตั้งอยู่ที่อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ (เดิม) เราไป
จอดรถแถวริมวัดพระเชตุพนวิมลมังคราราม แล้วเดินไปกัน ไปถึงหน้ามิวเซียมสยาม พบ
ว่า มีคนเดินเข้าเรื่อยๆ เหมือนเดินเข้าร้านอาหารยามเย็น ..รู้สึกดีจังถ้าแหล่งการเรียนรู้มี
คนเดินเข้าแบบสนุกสนาน แทนที่จะถือสมุดและเดินหน้าเคร่งเครียดเข้าไป




         


          จากทฤษฎีการถ่ายรูปที่ท่องมาอันน้อยนิด เมื่อได้เดินชมพิพิธภัณฑ์แล้วผล
ปรากฏว่า ทฤษฎีเรื่องการถ่ายรูปในสถานที่แสงน้อยนั้น ได้ใช้บ่อยที่สุด เพราะพิพิธภัณฑ์
จัดแสดงเรื่องราวต่างๆ โดยใช้โทนสีที่ค่อนข้างแดงและมืด แต่การถ่ายรูปวัตถุในตู้
กระจกนี่ไม่ต้องใช้เลย เพราะแทบทุกอย่างไม่ได้อยู่ในตู้กระจก ทุกอย่างในพิพิธภัณฑ์
สามารถจับต้องได้  ทดลองกดเล่น เริ่มตั้งแต่กดปุ่มเพื่อชมความเชื่อในสมัยดินแดน
สุวรรณภูมิ  กดปุ่มเลือกฟังเรื่องเล่าในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีตัวการ์ตูนและดนตรีน่ารัก
มาก มาใช้ดึงดูดความสนใจ   ทดลองเล่นเกมเป็นพ่อค้าซื้อขายสินค้าในสมัย
กรุงศรีอยุธยา  กดปุ่มเพื่อชมการรบในห้อง
สยามยุทธ์ ....ก่อนจะเล่าถึงปุ่มต่อไป ต้อง
ขอคั่นเวลาเรื่องการนำเสนอเรื่องราวการรบของทหารไทยกับทหารพม่าในห้องสยาม
ยุทธ์ซักนิด....เมื่อมองไปที่ฉาก จะเป็นเมืองกรุงศรีอยุธยาจำลองอยู่ภายในตู้กระจก แต่
เมื่อกดปุ่ม...จะมีคนตัวเล็กๆ แต่งตัวแบบนักรบไทยสมัยกรุงศรีฯ เดินกันเต็มฉากไปหมด
        
          ด้วยความสนใจ จึงต้องยื่นหน้าเข้าไปแอบดูในตู้กระจกซักนิด พบว่ามีโทรทัศน์
จอใหญ่
2-3 จอด้านล่าง ฉายภาพนักรบที่เรามองเห็นบนฉากด้านบน แล้วใช้กระจกเงา
สะท้อนภาพจากโทรทัศน์ ให้นักรบอยู่ในตำแหน่งตามที่ปรากฏบนฉากที่สร้างไว้ ดูมีชีวิต
และน่าตื่นตาตื่นใจได้มาก เสียดายที่วันนั้นปืนใหญ่จำลองที่สามารถยิง (ไปบนจอ) ได้
จริง เกิดอาการชำรุดขึ้นมา พวกเราเลยอดเล่นไปตามระเบียบ.....   

          จากนั้นเราก็ยังคงได้กดปุ่มเพื่อชมข้อมูลอีกสารพัด เช่น ในห้องกรุงเทพฯภายใต้
ฉากอยุธยา   หากเรากดปุ่มสถานที่ก่อสร้างในสมัยอยุธยา หน้าจอจะลากลูกศรมายังฝั่ง
ของกรุงเทพฯ ให้เห็นกันจะจะไปเลย ว่าสถานที่ในอยุธยานั้น ได้ถูกจำลองมาเป็นสถาน
ที่ใดใน
บางกอก


 

 

           

        
กลับหน้าสารบัญ
 

          


LibrarianMagazine.com