" รางวัลแด่คนช่างฝัน: ล้านของเล่นของอาจารย์เกริก " โดย พิมลเมฆ

พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นที่พระนครศรีอยุธยากลายเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวจะ
ต้องบวกไว้ในการเดินทางท่องเที่ยวประจำจังหวัด เพราะมีที่ตั้งอยู่กลางเกาะซึ่งเป็น
แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ นี่ก็นับเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่เหมาะสมของการจัดวางพิพิธภัณฑ์
เลยก็ว่าได้ เพราะตัวอาจารย์เกริกเองก็ไม่ใช่คนอยุธยาโดยกำเนิด แต่สามารถมาหยั่งราก
และมองเห็นว่าพิพิธภัณฑ์นี้ควรจะเป็นที่ที่สวยงาม และดำรงอยู่ในแบบใด ให้บังเอิญดิฉัน
สนิทชิดเชื้อกับอาจารย์เกริกพอสมควร จึงได้ไปเห็นที่แห่งนี้ตั้งแต่ครั้งเมื่อยังเป็นที่ดิน
ว่างเปล่า ครั้งเริ่มปลูกต้นไม้ และหลังสุดครั้งเริ่มปลูกตัวเรือน เห็นตัวอาจารย์เกริกว่า
ลงทุนลงแรงไปแค่ไหน ตัวดำ ตัวผอม แต่มีความสุขแค่ไหน และท้ายสุดนี่ก็คือรางวัล
แด่คนช่างฝันอย่างแท้จริง












 

สวัสดีค่ะอาจารย์ ขอเริ่มคำถามแรกเลยนะคะ 
อาจารย์ใช้เวลาสะสมของเล่นมานานเท่าไรแล้ว
รู้ตัวตั้งแต่เด็กเลยมั๊ยว่าของเล่นคือตัวเรา


อาจารย์เกริกสะสมของเล่นมา ๒๕ ถึง ๒๖ ปีมาแล้ว ตั้งแต่
ปี ๒๕๒๕ คิดว่าใช่เลยที่ตัวเองชอบของเล่น เพราะชอบยืน
ดูเด็กเล่นของเล่นตลอดเวลา หลังจากเมื่อไปรับรางวัลนอม่า
ที่ประเทศญี่ปุ่นในปี ๒๕๒๕ ก็เริ่มเก็บสะสมของเล่น โดยมี
ความคิดไว้ตั้งแต่ต้นเลยว่าจะเก็บของเล่นเพื่อจัดทำพิพิธภัณฑ์
เพราะว่าอาจารย์เกริกทำเรื่องเกี่ยวกับเด็ก คือ ทำหนังสือสำหรับเด็กอยู่ และมันจะได้
เป็นไปในทางเดียวกันทั้งหมดก็เลยเริ่มเก็บของเล่น นับเป็นการเริ่มต้นตั้งแต่นั้นมา

ครั้งแรกเริ่มเก็บพวกกล่องดินสอ สมุด หนังสือแบบเรียน ข้าวของเครื่องใช้ที่เด็กใช้ในชีวิต
ประจำวัน อย่างเช่น กล่องสี ดินสอ พู่กันแบบเก่า ๆ แล้วก็หนังสือแบบเรียนโดยเฉพาะชุด
สุดา คาวี มานี มานะ และนิทานร้อยบรรทัด ตอนหลังได้เดินตลาดสามแยกสมัยเป็นครูที่
โรงเรียนสวนกุหลาบในตอนเย็นๆ ก็ไปเห็นโปสเตอร์โบราณเก่า ๆ ก็เริ่มเก็บ พอเก็บแล้วมัน
ก็เป็นเสน่ห์ทำให้หลงใหล และก็ไปแถวท่าพระจันทร์ด้วย ซึ่งในยุคนั้นมีของวางแบกับดิน
บนทางเท้าให้เราซื้อ ได้ไปซื้อหน้ากล่องไม้ขีดไฟที่เป็นสิ่งพิมพ์สมัยรัชกาลที่ - ที่
เป็นพิมพ์หิน แผ่นเล็กๆ แผ่นละสองสลึง เก็บไว้เป็นพันๆ ใบ ตั้งแต่นั้นมาก็หลงใหลที่จะเก็บ
ของเก่าจริงจัง แล้วจึงคิดทำว่าสักวันต้องหาที่ทำพิพิธภัณฑ์

กว่าจะมาเป็นพิพิธภัณฑ์นี้ อาจารย์ใช้เวลาสั่งสมนานเท่าใด มีรายละเอียดของ
ก้อนดิน ต้นไม้ ตัวอาคารมาอย่างไรบ้าง

ตอนที่คิดว่าจะทำพิพิธภัณฑ์แน่ๆ จริงๆ ก็คือตอนที่อาจารย์เกริกเริ่มมีครอบครัวแล้ว
ได้คุยกับภรรยาว่าจะหาที่ทำพิพิธภัณฑ์ ตอนแรกว่าจะไปซื้อที่ ที่เชียงใหม่ โดยจะซื้อ
บ้านหลังเล็กๆ แบบให้ฝรั่งหรือคนไทย walk in หรือเดินเข้าไปได้ โดยไม่ต้องอยู่ใน
เมือง แต่ให้เป็นบ้านหลังเล็กๆ ซึ่ง concept ของเมืองนอกโดยเฉพาะญี่ปุ่น และเยอรมัน
ที่ได้ไปเห็นมาตอนที่ได้ทุนวัฒนธรรมไทย-เยอรมัน (สถาบันเกอเธ่) ไปอยู่ที่เมืองมิวนิก
และเห็นว่าพิพิธภัณฑ์เป็นบ้านหลังเล็กนิดเดียว จัดวางข้างของเครื่องใช้ไว้ชั้นหนึ่ง
ชั้นล่างจัดเป็นที่ขายของที่ระลึก ก็เลยคิดว่าจะไปหาที่ ที่เชียงใหม่ทำกัน

แต่ทีนี้มาประเมินดูแล้วว่าเชียงใหม่ไม่สะดวกต่อวิถีชีวิตที่ตัวเองเป็นอยู่ รวมทั้งเครือ
ญาติ เพราะต้องเดินทางขึ้นๆ ลงๆ จึงเปลี่ยนใจมาหาที่ๆ อยุธยาแทน โดยได้ข้อมูล
จากลูกศิษย์ที่จบจากโรงเรียนสวนกุหลาบและทำงานที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ว่าอยุธยามีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศมาเที่ยวปีละสองล้านคน ก็เลยคิดเล่นๆ กับ
ภรรยาว่าเราขอ ๑๐ เปอร์เซ็นต์จากนัก ท่องเที่ยวที่ walk in มาพิพิธภัณฑ์ก็แล้วกัน
จึงตระเวนหาที่ในอยุธยาจนได้ที่นี้มาเมื่อปี ๒๕๓๗

แล้วก็ถมดินไว้อย่างต่อเนื่องจนน้ำไม่ท่วม ในที่สุดถมดินไปสูงถึง เมตร หลัง
จากนั้นน้ำไม่เคยท่วมอยุธยาอีกเลย

ส่วนต้นไม่นั้นมีคนช่วยเหลือ ก็คือพวกชาวบ้านรู้ว่าเราชอบต้นไม้ ก็จะเอาต้นไม้ที่ขุด
มาขายในราคาถูก มีคุณลุงหรือคนที่อยู่ใกล้เคียงตระเวนขุดใส่กระบะมาขาย เช่น กระบะ
ละพัน กระบะละห้าร้อย จากนั้นก็เอามาปลูกเอง หลายคนว่าเราปลูกต้นไม้ ไม่เป็น
แต่เราปลูกต้นไม้แบบเกื้อกูลกัน คือ ต้นไม้ที่อยู่ในร่มและต้นไม้ที่โดนแดด ทำให้ต้นไม้
ขึ้นหมดทุกต้น

หลังจากนั้นก็ขยายพันธุ์ด้วยการตัดกิ่งปักชำ แล้วใส่น้ำยาเร่งราก ขยายผลเพิ่มขึ้นไป
เรื่อยๆ สำหรับไม้แปลกที่ไม่ค่อยเคยเห็น ใช้วิธีไปซื้อมาหนึ่งต้น แล้วศึกษาว่ามัน
เติบโตแบบใด ในที่สุดจึงได้ต้นไม้ตามภูมิทัศน์ดังที่เห็น

สำหรับตัวอาคารนั้น ทุกเย็นวันศุกร์อาจารย์เกริกจะไปร้านหนังสือ Asia Book และ
Kinokinuya รวมทั้งที่ชั้น สำนักหอสมุดกลาง เพื่อเปิดดูวารสาร และหนังสือเกี่ยวกับ
การออกแบบตกแต่งของต่างประเทศ โชคดีที่ได้ลูกศิษย์ที่เป็นสถาปนิกช่วยออกแบบ
อาคารนี้โดยบอกไปว่าอยากได้อาคารแบบที่เป็นโรงนา แล้วมีข้างฝาปิด

ส่วนรายละเอียดการตกแต่งนั้นอาจารย์เกริกเป็นคนทำเองทั้งหมด ซึ่งเกิดจากการศึกษา
ค้นคว้าจากวารสาร หนังสือออกแบบ และการดูพิพิธภัณฑ์หรืออาคารสวย ๆ ของต่าง
ประเทศ แล้วประยุกต์ให้มันเป็นกลิ่นอายแบบของอาจารย์เกริกอย่างที่เห็นนี้ โดยที่วัสดุ
ซื้อไม้เก่ามากองเอาไว้ หลังจากนั้นจึงไดของดี ๆ มาปรุงเป็นตัวอาคารของพิพิธภัณฑ์


ในทัศนะของอาจารย์ คิดว่าบ้านเราให้ความสำคัญกับพิพิธภัณฑ์มากขึ้น
หรือมีแนวที่เปลี่ยนไปอย่างไร และต่อไปมันจะแปรรูปไปมากไหม

ตอนแรกที่ทำพิพิธภัณฑ์นั้น มีแต่คนบอกว่าคนไทยไม่สนใจพิพิธภัณฑ์ และไม่ไปเที่ยว
พิพิธภัณฑ์ บางคนบอกว่าพิพิธภัณฑ์เป็นเรื่องของรัฐบาล ไม่ควรจะเป็นของเอกชน
เราไม่ควรทำพิพิธภัณฑ์ เป็นสถานที่เก็บของเก่าและจะไม่ค่อยมีคนนิยมไปเยี่ยมชม
 
แต่หลังจากที่เปิดพิพิธภัณฑ์เมื่อเดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา ก็เริ่มมีคนไปแวะ
เยี่ยมชมทุกเสาร์อาทิตย์ มีคนให้ความสนใจมาก ดังนั้นน่าต้องนิยามกันใหม่แล้วว่า
ถ้าเรามีเจตนา ความตั้งใจ และทำแล้วให้เหมือนกับพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ก็จะได้รับความ
สนใจอย่างแน่นอน พิพิธภัณฑ์มีชีวิต ก็อย่างเช่น จะมีนิทรรศการรูปภาพ ซึ่งของเรา
จะมีนิทรรศการต้นฉบับภาพวาดของอาจารย์เกริกที่เป็นหนังสือเล่มใหม่ๆ จะมีงานที่ทำ
จากมือที่เป็นสิ่งประดิษฐ์สำหรับเด็กนิทรรศการครั้งละ เดือน ก็คิดว่าจะเป็นสิ่งที่จะ
ทำต่อไปในอนาคต

การมีพื้นฐานทางศิลปะ ทำให้อาจารย์มีมุมมองของการทำพิพิธภัณฑ์ที่ต่าง
จากภัณฑารักษ์อาชีพอย่างไร

เต็มที่เลย คนที่เรียนศิลปะมาจะมีรายละเอียดเยอะแยะ เช่น พื้นทางเดิน บันไดทางขึ้น
ลูกกรงของราวบันได การโรยหิน ลูกแก้วเล็กๆฝังลงไปในปูน ใครช่วยอาจารย์เกริกคิด
คิดได้ยังไง ผมก็เปิดหนังสือการออกแบบดู ช่วงเวลาห้าหกปี ผมทำการบ้านตลอดเวลา
ไปคลุกอยู่กับช่าง ผมคิดว่าชั้นเชิง ในด้านศิลปะ การออกแบบตกแต่ง คนทำงานด้าน
ศิลปะจะนำไปใช้ได้ดี แต่ภัณฑารักษ์นั้นคงต้องมีหน้าที่เก็บรักษาและทำระบบได้ดีที่สุด
แต่ผมได้ก้าวไปถึงการออกแบบด้านศิลปะด้วย


มาคำถามสุดท้ายสุดท้ายที่เป็นตัวตนของอาจารย์บ้าง อยากรู้ว่าโลกของเด็กมี
อยู่ในตัวอาจารย์มานานเท่าไหร่แล้ว และมันจะยังคงเป็นเช่นนี้ตลอดไป?

มี - เค้าว่ากันว่าคนทำเรื่องเกี่ยวกับเด็ก โดยเฉพาะหนังสือเกี่ยวกับเด็กนี้ ธรรมชาติจะ
มีความเป็นเด็กร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เข้าสังคมกับคนอื่นได้ ในตัวตนถ้าเราไม่มีความเป็น
เด็ก เราจะสะท้อนสิ่งที่เราจะส่งผ่านไปถึงเด็กไม่ได้ดี มันจะเป็นวิชาการเกินไป
ผมเลี้ยงลูก เห็นธรรมชาติของเด็ก นึกย้อนกลับไปที่ตัวเราด้วย จะทำให้เราทราบความ
ต้องการของเด็ก และรู้ว่าเด็กจะมีทิศทางไปในแบบไหน ทั้งพฤติกรรม และ ระบบจิตใจ
และจะทำให้เราต้อนหรือเราดักเขาถูก
 
แล้วก็มีอีกเรื่องที่คิดว่าเราจะเป็นเด็กโดยธรรมชาติ เช่น ไปเจอเพื่อนในวัยเด็ก เราจะเต็ม
ที่ แบบนี้ที่เค้าเรียกว่าวุฒิภาวะแบบเด็ก และอาจารย์เกริกขอตอบอย่างภาคภูมิใจได้เลย
ว่า ธรรมชาติลึกๆ ของอาจารย์เกริกมีความเป็นเด็กอยู่ทุกขณะ.

กลับหน้าสารบัญ


LibrarianMagazine.com