|
ปราสาทพระวิหาร :
เทวสถานแห่งความทรงจำมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ
ที่มา : วิจิตรา ประยูรวงษ์. "บรรณารักษ์ชวนคุย ตอน
ปราสาทพระวิหาร เทวสถานแห่งความทรงจำ
มรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ." สาระสังเขปหนังสือใหม่
( กันยายน 2551). กลุ่มงานห้องสมุด สำนักวิชาการ
สำนักงาน
เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
۞
ถ้ากล่าวถึง เขาพระวิหาร
หรือปราสาทพระวิหาร (Temple of Preah Vihear) แล้ว
บางคนอาจนึกถึงประเด็นข้อ
พิพาทเรื่องเขาพระวิหารไทย - กัมพูชา
หรือนึกถึงลวดลายการแกะสลักและสถาปัตยกรรมอันงดงามของปราสาท
พระวิหารจนได้รับการยกย่องว่าเป็นมรดกโลก ในบทความนี้
ขอนำเสนอประเด็นอีกแง่มุมหนึ่ง เกี่ยวกับประวัติศาสตร์
ความเป็นมา
และจุดประสงค์แรกเริ่มในการสร้างปราสาทพระวิหารว่า
“สร้างมาเพื่ออะไร”

ประตูมุขของโคปุระชั้นที่ 2
ส่วนหนึ่งของปราสาทพระวิหาร
เมื่อก่อน
ผู้เขียนทราบเพียงว่า
ปราสาทพระวิหารถูกสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนเขาพระวิหารเท่านั้น
แต่เมื่อได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมมากขึ้น ก็พบว่า
นอกจากนี้แล้ว
ปราสาทพระวิหารยังถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นนัยทางการ
เมือง
หรือการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรขอมกับกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในแถบเขาพระวิหาร
(ซึ่งก็คือฝั่งไทยใน
สมัยนี้) ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า
ปราสาทพระวิหารสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชนทั้งสองกลุ่มนั่นเอง

ภาพเขาพระวิหารมุมสูงเมื่อมองจากฝั่งไทย
กลุ่มแรก คือ กลุ่มชนที่อยู่ในเขต “ที่ราบเขมรต่ำ”
นั่นคือ
บริเวณที่ราบต่ำของขอมในประเทศกัมพูชาปัจจุบัน
อีกกลุ่มหนึ่ง คือ กลุ่มชนในเขต “ที่ราบสูงโคราช”
นั่นคือ
เขตเหนือขึ้นไปในบริเวณเชิงเขาพนมดงรักทางฝั่งใต้
ของแม่น้ำมูล ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศไทย โดยสมัย
พระเจ้าชัยวรมันที่ 2
กษัตริย์ขอมในสมัยนั้นได้เป็นผู้ริเริ่มการ
สร้างสมานฉันท์ทางวัฒนธรรมความเชื่อในหมู่คนสองบริเวณนี้
รวมทั้งได้แผ่อำนาจทางการเมืองมายังกลุ่มชนในแถบ
เชิงเขาพนมดงรักหรือเขตที่ราบสูงโคราชด้วยการเผยแพร่ “ลัทธิเทวราชา”
(ลัทธิที่เกี่ยวกับการสร้างพระราชอำนาจ
และสถานภาพของกษัตริย์ให้ทัดเทียมกับเทพเจ้า)
ในขณะที่กลุ่มชนในเขตเขาพนมดงรักนั้น
มีความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับลัทธิภูเขาและการนับถือบรรพบุรุษ
และเรียก
สถานที่แห่งนี้ว่า “ภวาลัย” พระเจ้าชัยวรมันที่ 2
ได้สถาปนาเขาพระวิหารเป็นแหล่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้นับถือ
พระศิวะ
ซึ่งสัมพันธ์กับความเชื่อของคนพื้นถิ่นว่าภวาลัยเป็นแหล่งศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน
นอกจากนี้พระองค์ยังได้อภิเษกสมรสกับ
พระนางกัมพูชาลักษมี (เดิมชื่อว่า ปราณ)
ซึ่งเป็นเจ้าพื้นเมืองของกลุ่มชนแถบเขาพนมดงรัก
ทำให้เกิดความสัมพันธ์
ทางเชื้อชาติและคติความเชื่อของผู้คนทั้งสองกลุ่ม
ต่อมาพระเจ้ายโศวรมันที่ 1
ได้สถาปนาให้สถานที่แห่งนี้เป็น “ศรีศิขรีศวร” (พระศิวะผู้เป็นใหญ่แห่งขุนเขา)
ที่ประดิษฐานศิวลึงค์อันศักดิ์สิทธิ์
นับแต่นั้นกษัตริย์ขอมอีกหลายพระองค์ได้ทำการก่อสร้างเพิ่มเติม
อุทิศที่ดิน แรงงาน
นักฟ้อนรำ เครื่องประดับ และสิ่งของอื่นๆ
ถวายเป็นการบูชาเรื่อยมา
แต่ความโดดเด่นและความสำคัญของเขา
พระวิหารเห็นได้ชัดเจนใน
รัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1
และพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 โดยเฉพาะสมัย พระเจ้าสุริย
วรมันที่ 1
ซึ่งเป็นสมัยที่มีการสร้างปราสาทพระวิหารเป็นรูปธรรมมากที่สุด
พระองค์ทรงสถาปนาพระภัทเรศวรลึงค์
และดำเนินวิเทโศบายให้กลุ่มคนผู้มีอำนาจเดิมในท้องถิ่นสาบานตนแสดง
ความจงรักภักดีต่อ กัมรเตงชคตศรีศิขรีศวร (ปราสาทพระวิหาร)
เพื่อหลอมรวมความหลากหลายของผู้คนพื้นเมือง
หลากวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
นอกจากนี้พระองค์โปรดให้สร้าง พระราชมณเฑียรที่
ประทับ (บนลานชั้นที่ 3 หรือโคปุระชั้นที่ 3)
ตรงนี้เองที่มีการเปรียบเทียบกันว่า
สวยงามประดุจวิมานสวรรค์ และยังมี
การสร้างที่พำนักสำหรับผู้มาจาริกแสวงบุญเพิ่มเติม
รวมทั้งสร้างห้องสมุดหรือที่เก็บเอกสารโบราณไว้ ณ
ที่นี้อีกด้วย
 
ลวดลายการแกะสลักซุ้มประตู
หน้าบัน และทับหลัง มีความวิจิตร งดงามมาก
สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (ผู้สร้างปราสาทนครวัด)
พระองค์ได้ฟื้นฟูและทำการต่อเติมปราสาทพระวิหาร
และทรงทำให้ปราสาทพระวิหารเป็นศูนย์กลางแห่งความเชื่อทั้งในลัทธิ
เทวราชาและเป็นศูนย์รวมแห่งพิธีกรรมเกี่ยวกับการนับถือ
บรรพบุรุษ จนกระทั่งก่อให้เกิดประเพณีการสักการะบูชา
กัมรเตงชคตศรีศิขรีศวร ในวาระซึ่งพ้องกับเทศกาลประจำปี
ของเกษตรกรของคนพื้นเมือง
ปราสาทพระวิหารจึงเป็นที่เคารพบูชา
และเป็นแหล่งจาริกแสวงบุญของคนต่างถิ่นมากขึ้น
การขยายตัวของชุมชนบ้าน
เมืองรอบเขาพระวิหารจึงมีมากขึ้นเป็นลำดับ
หลังรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 นั้น
ความสำคัญของเขาพระวิหารและปราสาทพระวิหารลดน้อยลง
เนื่องจากการ
เสื่อมไปตามกาลเวลา อีกทั้งการสร้างเมืองใหม่
และการแผ่ขยายอาณาจักรของกษัตริย์ขอมองค์อื่นๆ
ก็เป็นปัจจัยที่
ทำให้ความสำคัญของปราสาทพระวิหาร ลดน้อยลงเช่นกัน
แต่ถึงกระนั้น ประวัติความเป็นมาของปราสาทพระวิหาร
แสดงให้เห็นว่า
ปราสาทพระวิหารนั้นมีความเกี่ยวข้องกับผู้คนมากมายหลายเผ่าพันธุ์
หลายคติความเชื่อ เห็นได้จาก
การ นับถือทั้งพระศิวะ พระนารายณ์ การนับถือบรรพบุรุษ
นับถือศาสนบรรพตหรือลัทธิภูเขา
นอกจากนี้ลวดลายและสถาปัตยกรรมของปราสาทพระวิหารนั้น
พบว่า มีทั้งศิลปะแบบปาปวน บันทายศรี และลวดลาย
อันอ่อนช้อยของศิลปะไทย
ซึ่งแตกต่างจากนครวัดที่เป็นศิลปะขอมอย่างชัดเจน
หากเทือกเขาพนมดงรักเปรียบ
เสมือนกำแพงกั้น
ปราสาทพระวิหารก็คงเปรียบเหมือนสะพานที่เชื่อมประสานความสัมพันธ์ระหว่างชาติพันธุ์
และการ
สืบเชื้อสายร่วมกันมาเป็นทอดๆ ดังนั้น
ความหมายของเขาพระวิหาร คือ
การรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หาใช่การแบ่ง
แยกเผ่าพันธุ์ มุ่งร้ายทำลายกัน ขอมสร้างปราสาท
แต่ปราสาทสัมพันธ์กับคนหลายกลุ่มเหล่า
หลายคติความเชื่อ และ
นี่คือความหมายอันเป็นสากลของเขาพระวิหาร
คุณค่าและความสำคัญของเขาพระวิหาร และปราสาทพระวิหาร
จึงมิใช่การเป็นของชาติใดชาติหนึ่ง ประเทศใด
ประเทศหนึ่ง ที่เป็นเพียงสมมติทางการเมือง
แต่สถานที่นี้แสดงถึงพัฒนาการทางสังคม
และวัฒนธรรมของมนุษยชาติ
ที่อยู่ร่วมกัน อาจกล่าวได้ว่า
ความสำคัญของปราสาทพระวิหารเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ
ความสัมพันธ์
ระหว่างพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์
และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาตินั่นเอง ۞

วิจิตรา ประยูรวงษ์
E-mail :
booksapa@hotmail.com
บรรณานุกรม
ข้อมูลท่องเที่ยวจังหวัดศรีสะเกษ : เขาพระวิหาร.
[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก
http://www.oceansmile.com/E/Srisaket/Khoapravihan.htm
(20 กันยายน 2551)
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. ปราสาทพระวิหาร
กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม.
[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.charnvitkasetsiri.com
(20 มิถุนายน 2551)
ธิดา สาระยา. เขาพระวิหาร. กรุงเทพฯ :
เมืองโบราณ , 2535.
บุญร่วม เทียมจันทร์ และคณะ. ไทยแพ้คดี
เสียดินแดนให้เขมร (คดีเขาพระวิหาร).
กรุงเทพฯ : อนิเมทกรุ๊ป , 2550.
โรม บุนนาค. เขาพระวิหาร
ไทยเสียดินแดนครั้งสุดท้าย. กรุงเทพฯ : สยามบันทึก ,
2551.
สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์. ปราสาทเขาพระวิหาร
ศาสนบรรพตที่เด่นที่สุดในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์.
กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ , 2536.
อนุชาติ บุนนาค. กรณีเขาพระวิหาร. [ออนไลน์].
เข้าถึงได้จาก
http://www.anuchart.info/article/pra%20wi%20harn.pdf
(1 กรกฎาคม 2551) |