กลับหน้าสารบัญ

| กลับหน้าสารบัญ | นิตยสารบรรณารักษ์  ปีที่ ๒ ฉบับ ๑ มกราคม ๒๕๕๒
.....................................................................................................................


ปราสาทพระวิหาร : เทวสถานแห่งความทรงจำมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ


ที่มา : วิจิตรา ประยูรวงษ์. "บรรณารักษ์ชวนคุย ตอน ปราสาทพระวิหาร เทวสถานแห่งความทรงจำ มรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ." สาระสังเขปหนังสือใหม่ ( กันยายน 2551). กลุ่มงานห้องสมุด สำนักวิชาการ สำนักงาน
เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

۞
ถ้ากล่าวถึง เขาพระวิหาร หรือปราสาทพระวิหาร (Temple of Preah Vihear) แล้ว บางคนอาจนึกถึงประเด็นข้อ
พิพาทเรื่องเขาพระวิหารไทย - กัมพูชา หรือนึกถึงลวดลายการแกะสลักและสถาปัตยกรรมอันงดงามของปราสาท
พระวิหารจนได้รับการยกย่องว่าเป็นมรดกโลก ในบทความนี้ ขอนำเสนอประเด็นอีกแง่มุมหนึ่ง เกี่ยวกับประวัติศาสตร์
ความเป็นมา และจุดประสงค์แรกเริ่มในการสร้างปราสาทพระวิหารว่า
“สร้างมาเพื่ออะไร”


                         
                            
          ประตูมุขของโคปุระชั้นที่ 2 ส่วนหนึ่งของปราสาทพระวิหาร

เมื่อก่อน
ผู้เขียนทราบเพียงว่า ปราสาทพระวิหารถูกสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนเขาพระวิหารเท่านั้น
แต่เมื่อได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมมากขึ้น ก็พบว่า นอกจากนี้แล้ว ปราสาทพระวิหารยังถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นนัยทางการ
เมือง หรือการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรขอมกับกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในแถบเขาพระวิหาร (ซึ่งก็คือฝั่งไทยใน
สมัยนี้) ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า ปราสาทพระวิหารสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชนทั้งสองกลุ่มนั่นเอง

             
                                        
    ภาพเขาพระวิหารมุมสูงเมื่อมองจากฝั่งไทย

กลุ่มแรก คือ กลุ่มชนที่อยู่ในเขต “ที่ราบเขมรต่ำ” นั่นคือ บริเวณที่ราบต่ำของขอมในประเทศกัมพูชาปัจจุบัน
อีกกลุ่มหนึ่ง คือ กลุ่มชนในเขต “ที่ราบสูงโคราช” นั่นคือ เขตเหนือขึ้นไปในบริเวณเชิงเขาพนมดงรักทางฝั่งใต้
ของแม่น้ำมูล ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศไทย โดยสมัย พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 กษัตริย์ขอมในสมัยนั้นได้เป็นผู้ริเริ่มการ
สร้างสมานฉันท์ทางวัฒนธรรมความเชื่อในหมู่คนสองบริเวณนี้ รวมทั้งได้แผ่อำนาจทางการเมืองมายังกลุ่มชนในแถบ
เชิงเขาพนมดงรักหรือเขตที่ราบสูงโคราชด้วยการเผยแพร่ “ลัทธิเทวราชา” (ลัทธิที่เกี่ยวกับการสร้างพระราชอำนาจ
และสถานภาพของกษัตริย์ให้ทัดเทียมกับเทพเจ้า)

ในขณะที่กลุ่มชนในเขตเขาพนมดงรักนั้น มีความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับลัทธิภูเขาและการนับถือบรรพบุรุษ และเรียก
สถานที่แห่งนี้ว่า “ภวาลัย” พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ได้สถาปนาเขาพระวิหารเป็นแหล่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้นับถือ พระศิวะ
ซึ่งสัมพันธ์กับความเชื่อของคนพื้นถิ่นว่าภวาลัยเป็นแหล่งศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน นอกจากนี้พระองค์ยังได้อภิเษกสมรสกับ
พระนางกัมพูชาลักษมี (เดิมชื่อว่า ปราณ) ซึ่งเป็นเจ้าพื้นเมืองของกลุ่มชนแถบเขาพนมดงรัก ทำให้เกิดความสัมพันธ์
ทางเชื้อชาติและคติความเชื่อของผู้คนทั้งสองกลุ่ม

ต่อมาพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ได้สถาปนาให้สถานที่แห่งนี้เป็น “ศรีศิขรีศวร” (พระศิวะผู้เป็นใหญ่แห่งขุนเขา) ทีประดิษฐานศิวลึงค์อันศักดิ์สิทธิ์ นับแต่นั้นกษัตริย์ขอมอีกหลายพระองค์ได้ทำการก่อสร้างเพิ่มเติม อุทิศที่ดิน แรงงาน
นักฟ้อนรำ เครื่องประดับ และสิ่งของอื่นๆ ถวายเป็นการบูชาเรื่อยมา แต่ความโดดเด่นและความสำคัญของเขา
พระวิหารเห็นได้ชัดเจนใน รัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 โดยเฉพาะสมัย พระเจ้าสุริย
วรมันที่ 1 ซึ่งเป็นสมัยที่มีการสร้างปราสาทพระวิหารเป็นรูปธรรมมากที่สุด

พระองค์ทรงสถาปนาพระภัทเรศวรลึงค์ และดำเนินวิเทโศบายให้กลุ่มคนผู้มีอำนาจเดิมในท้องถิ่นสาบานตนแสดง
ความจงรักภักดีต่อ กัมรเตงชคตศรีศิขรีศวร (ปราสาทพระวิหาร) เพื่อหลอมรวมความหลากหลายของผู้คนพื้นเมือง
หลากวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นอกจากนี้พระองค์โปรดให้สร้าง พระราชมณเฑียรที่
ประทับ (บนลานชั้นที่ 3 หรือโคปุระชั้นที่ 3) ตรงนี้เองที่มีการเปรียบเทียบกันว่า สวยงามประดุจวิมานสวรรค์ และยังมี
การสร้างที่พำนักสำหรับผู้มาจาริกแสวงบุญเพิ่มเติม รวมทั้งสร้างห้องสมุดหรือที่เก็บเอกสารโบราณไว้ ณ ที่นี้อีกด้วย


              
                     
   ลวดลายการแกะสลักซุ้มประตู หน้าบัน และทับหลัง มีความวิจิตร งดงามมาก

สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (ผู้สร้างปราสาทนครวัด) พระองค์ได้ฟื้นฟูและทำการต่อเติมปราสาทพระวิหาร และทรงทำให้ปราสาทพระวิหารเป็นศูนย์กลางแห่งความเชื่อทั้งในลัทธิ เทวราชาและเป็นศูนย์รวมแห่งพิธีกรรมเกี่ยวกับการนับถือ
บรรพบุรุษ จนกระทั่งก่อให้เกิดประเพณีการสักการะบูชา กัมรเตงชคตศรีศิขรีศวร ในวาระซึ่งพ้องกับเทศกาลประจำปี
ของเกษตรกรของคนพื้นเมือง

ปราสาทพระวิหารจึงเป็นที่เคารพบูชา และเป็นแหล่งจาริกแสวงบุญของคนต่างถิ่นมากขึ้น การขยายตัวของชุมชนบ้าน
เมืองรอบเขาพระวิหารจึงมีมากขึ้นเป็นลำดับ

หลังรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 นั้น ความสำคัญของเขาพระวิหารและปราสาทพระวิหารลดน้อยลง เนื่องจากการ
เสื่อมไปตามกาลเวลา อีกทั้งการสร้างเมืองใหม่ และการแผ่ขยายอาณาจักรของกษัตริย์ขอมองค์อื่นๆ ก็เป็นปัจจัยที่
ทำให้ความสำคัญของปราสาทพระวิหาร ลดน้อยลงเช่นกัน แต่ถึงกระนั้น ประวัติความเป็นมาของปราสาทพระวิหาร
แสดงให้เห็นว่า ปราสาทพระวิหารนั้นมีความเกี่ยวข้องกับผู้คนมากมายหลายเผ่าพันธุ์ หลายคติความเชื่อ เห็นได้จาก
การ นับถือทั้งพระศิวะ พระนารายณ์ การนับถือบรรพบุรุษ นับถือศาสนบรรพตหรือลัทธิภูเขา

นอกจากนี้ลวดลายและสถาปัตยกรรมของปราสาทพระวิหารนั้น พบว่า มีทั้งศิลปะแบบปาปวน บันทายศรี และลวดลาย
อันอ่อนช้อยของศิลปะไทย ซึ่งแตกต่างจากนครวัดที่เป็นศิลปะขอมอย่างชัดเจน หากเทือกเขาพนมดงรักเปรียบ
เสมือนกำแพงกั้น ปราสาทพระวิหารก็คงเปรียบเหมือนสะพานที่เชื่อมประสานความสัมพันธ์ระหว่างชาติพันธุ์ และการ
สืบเชื้อสายร่วมกันมาเป็นทอดๆ ดังนั้น ความหมายของเขาพระวิหาร คือ การรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หาใช่การแบ่ง
แยกเผ่าพันธุ์ มุ่งร้ายทำลายกัน ขอมสร้างปราสาท แต่ปราสาทสัมพันธ์กับคนหลายกลุ่มเหล่า หลายคติความเชื่อ และ
นี่คือความหมายอันเป็นสากลของเขาพระวิหาร

คุณค่าและความสำคัญของเขาพระวิหาร และปราสาทพระวิหาร จึงมิใช่การเป็นของชาติใดชาติหนึ่ง ประเทศใด
ประเทศหนึ่ง ที่เป็นเพียงสมมติทางการเมือง แต่สถานที่นี้แสดงถึงพัฒนาการทางสังคม และวัฒนธรรมของมนุษยชาติ
ที่อยู่ร่วมกัน อาจกล่าวได้ว่า ความสำคัญของปราสาทพระวิหารเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ ความสัมพันธ์
ระหว่างพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์ และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาตินั่นเอง ۞

            
                    
    


วิจิตรา ประยูรวงษ์
E-mail : booksapa@hotmail.com

บรรณานุกรม


ข้อมูลท่องเที่ยวจังหวัดศรีสะเกษ : เขาพระวิหาร. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.oceansmile.com/E/Srisaket/Khoapravihan.htm (20 กันยายน 2551)

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. ปราสาทพระวิหาร กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม.
[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.charnvitkasetsiri.com (20 มิถุนายน 2551)

ธิดา สาระยา. เขาพระวิหาร. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ , 2535.

บุญร่วม เทียมจันทร์ และคณะ. ไทยแพ้คดี เสียดินแดนให้เขมร (คดีเขาพระวิหาร).
กรุงเทพฯ : อนิเมทกรุ๊ป , 2550.

โรม บุนนาค. เขาพระวิหาร ไทยเสียดินแดนครั้งสุดท้าย. กรุงเทพฯ : สยามบันทึก , 2551.

สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์. ปราสาทเขาพระวิหาร ศาสนบรรพตที่เด่นที่สุดในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์.
กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ , 2536.

อนุชาติ บุนนาค. กรณีเขาพระวิหาร. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.anuchart.info/article/pra%20wi%20harn.pdf (1 กรกฎาคม 2551)

 


LibrarianMagazine.com