| กลับหน้าสารบัญ | นิตยสารบรรณารักษ์  ปีที่ ๒ ฉบับ ๑ มกราคม ๒๕๕๒
  ........................................................................................................................................................................................ 

เรื่องเล่าจากอินเดีย ( หน้า ๒ )  
กรุงนิวเดลลี (ดูงานรัฐสภาอินเดีย – เดินเที่ยวตลาด จันปัก กรุงอัคระ (เที่ยวทัชมาฮาลและอัคราฟอร์ด-เดินทางกลับสนามบินเดลลีเพื่อกลับคืนสู่ดอนเมือง)  
เรื่องและภาพโดย ปรียานุช คลอวุฒิวัฒน์
 
  หลังจากนั้นก็มุ่งหน้าไปชมทัชมาฮาล (ตอนบ่ายแดดร้อนมากค่ะ) สถาปัตยกรรมหิน
อ่อนแบบมุสลิมซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งหนึ่งสร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์แห่งความ
รักของ จักรพรรดิชาห์เจฮาน ซึ่งมีต่อพระนางมุมตัส

ก่อนเข้าเราก็โดนรปภ.หญิงตรวจค้นอย่างเข้มข้นทั้งรื้อค้นลูบคลำกันไปเช่นเคย เจอ
ของอะไรแปลกๆก็ทำเป็นหยิบออกไว้ ยึดซะงั้น อะไรกันเนี่ย เราก็เบื่อเถียงแขกแล้ว
เหนื่อย พอเข้าไปถึงตัวทัชมาฮาล เขาส่งถุงเท้ากระดาษให้พวกเราสวมทับถุงเท้า
นะคะ จะได้ไม่ต้องถอดแบบของไทย วิวสวยค่ะ แต่ไม่เท่าที่เราเห็นในรูป เริ่มเก่า
มาก และไม่ได้บูรณะ แถมคนแน่นมากๆค่ะ
 

คนไทยอย่างเราแอบหลบร้อนมานั่งอธิษฐานรักใต้ต้นไม้ เพราะมีความเชื่อว่าถ้า
อธิษฐานเกี่ยวกับรักที่นี่แล้วจะสำเร็จ แต่ก็ถูกขัดจังหวะด้วยหนุ่มสาวแขกวิ่งไล่ร้อง
เพลงจีบกันค่ะ แหมเหมือนในหนังเลย แต่ไม่กล้าถ่ายภาพไว้หรอกนะคะ กลัวเขาเสีย
บรรยากาศ อ้อที่นี่ยังมีรถเทียมอูฐ ม้า และเกวียนให้เห็นด้วยนะคะ


เสร็จแล้วเราเหลือเวลาอีกไม่มากก่อนพระราชวังจะปิดเราก็รีบเดินทางต่อไปยัง
อัคราฟอร์ด พระราชวังที่ชาห์เจฮานถูกลูกชาย คือโอรังเซปจับพระบิดาตัวเองไปขัง
ไว้และสิ้นพระชนม์ที่นั่น

อัคราฟอร์ดอยู่ไม่ห่างจากทัชมาฮาล ดังนั้นก่อนชาห์เจฮานสวรรคตจึงสามารถมอง
ทัชมาฮาลจากภาพสะท้อนในกระจกเงาได้ พระราชวังนี้ล้อมรอบด้วยบ่อที่เคยปล่อย
ให้สิงโตกินคนวิ่งอยู่รอบๆ กันคนลักรอบเข้าออกพระราชวังค่ะ


ที่อัคราฟอร์ดเนี่ยวิวสวยมากๆค่ะ เพราะเมื่อก่อนเป็นที่อยู่ของนางในฮาเร็มทั้งหลาย
มีการจัดงานเลี้ยงเต้นรำยามราตรี มีน้ำพุกลางลาน ท่ามกลางแสงจันทร์พอไปยืน
ตรงนั้นกับทัศนียภาพแบบนั้น เห็นภาพพระราชาอินเดียที่เป็นมุสลิมในอดีตที่แวด
ล้อมด้วยนางงามอย่างชัดเจนที่เดียวค่ะ

นอกจากนั้นบรรณารักษ์อย่างเราก็ยังได้เห็นห้องสมุดของอัคราฟอร์ด เจาะหินเป็นช่องๆ
เขาบอกว่าเก็บหนังสือสำคัญค่ะแบบในภาพนี่แหละค่ะ

พอชมพระราชวังกันจนเหนื่อย เดินมาขึ้นรถกลับโรงแรม ทีนี้แหละค่ะโดนแขกรุมขาย
ของที่ระลึกอารมณ์เดียวกับหน้าวัดพระแก้วแหละค่ะ แต่น่ากลัวกว่า ต้อนหน้าต้อนหลัง
เสนอการขายด้วยภาษาไทยล้วน “คนสวยจ๋าช่วยอุดหนุนหน่อย”

ในขณะที่สาวๆของเราหลายคนทนสายตาหวานๆและคำเยินยอของ พ่อค้าแขกไม่ไหว
อุดหนุนกันพอสมควรแต่ราคาจะลดลงเรื่อยๆ ก่อนมาถึงรถพอขึ้นไปนั่งในรถแทบจะไม่
ต้องต่อรองอีกเลยถูกมากๆ พอกลับถึงโรงแรมเรามีเวลาประมาณ 2 ชม.ชมตลาด
ปรากฏว่ามีแขกมาเสนอให้ขึ้นตุ๊กๆ (เมืองเขาเรียกปาจ๊าก) ชมตลาดราคาไม่แพงมีทั้งแบบที่ใช้ก๊าซ LPG และแบบที่ใช้ NGV จะเห็นว่าถ้าสีเขียวเหลืองคือ NGV นะ

ปรากฎว่าเขาไม่พาไปตลาดอย่างใจ แต่พาไปตามร้านที่เขาได้เปอร์เซ็นต์เหมือนแท็กซี่
เมืองไทยเราเลยไม่ได้ไปตลาดจริงๆเลย เพราะหมดเวลาเข้าไปแต่ละร้านเขาก็จะสาธิต
โน่นนี่ จนเหนื่อยแหละค่ะ ร้านแรกสาธิตการสลักหินอ่อน และก็ขายทัชมาฮาลจำลอง
ให้เราในราคาที่แพงกว่าในโรงแรม 2 เท่า






 
 
     ห้องสมุดของอัคราฟอร์ด เจาะหินเป็นช่องๆ ( ภาพล่าง )


 หลังจากนั้นไปร้านแบบเดียวกันอีก 2 แห่งพอเบื่อก็กลับโรงแรมมีเด็กมาขายของ
ที่ระลึกหน้าโรงแรม ถูกยามไล่น่าสงสารมาก มีชาวต่างชาติเอาเงินไปให้เขา แต่
ไม่ซื้อของเขา ตอบว่าเขาไม่ใช่ขอทานเลยขอโทษขอโพยกันยกใหญ่

เรารู้สึกว่า เห็นไหมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์มันมีกันทุกชาติภาษานะ ไม่ใช่
เฉพาะชาวยุโรปเท่านั้น โดยเฉพาะที่นี่ซึ่งเขาแบ่งชั้นวรรณะกันชัดเจน

พอเข้าโรงแรมก็เตรียมเก็บกระเป๋าเตรียมกลับบ้าน คืนนั้นแย่งกันโทรศัพท์กลับ
ไทยเพราะมีข่าวคาร์บอมบ์แยกบางพลัดอันใกล้บ้านพวกเราทั้งหลาย พอกลับ
เข้าห้องเปิดทีวีดูข่าวท้องถิ่นก็ต้องตกใจแทบแย่เพราะเจอภาพ สส.อินเดียตีกัน
ในสภาขาไมค์ปลิวให้ว่อน สส.หญิงก็ไม่เว้นสะบักสะบอมไปตามๆกัน

โดยเฉพาะแก๊งค์ที่ประท้วงวันที่เราเข้าชมสภาที่เล่าไว้ตอนต้น ถูกหามส่งโรพยาบาลค่ะ มาทราบภายหลังว่ากลุ่มผู้ประท้วงมาจากอุตระประเทศขอแยกตัว
ออกจากรัฐบาลกลาง (ของไทยโอเคกว่ามากค่ะ) แต่ทั้งหมดนี้ออกข่าวใน
ประเทศเท่านั้นไม่มีภาพเล็ดลอดออกต่างประเทศเลย ทางเมืองไทยไม่เห็นภาพทางบ้านเลยไม่มีใครห่วงพวกเรา

เขาคุมสื่อได้ดีทีเดียวค่ะไม่เสียชื่อประเทศ มีแต่ข่าวท้องถิ่นเขาก็ใช้ภาษาถิ่น
ที่เราฟังไม่ออกแต่มีคำบรรยายภาษาอังกฤษด้านล่างให้ค่ะ พอดีกับภาพคุ้นตา
กับบุคคลที่เราเพิ่งพบเพียงวันเดียวก็เลยปะติดปะต่อเรื่องได้ค่ะ อันนี้เป็นเรื่องที่
คงเป็นประสบการณ์ประทับใจที่คิดว่ากลุ่มอื่นคงไม่เจออย่างพวกเราแน่

และคืนสุดท้ายก่อนกลับนี้เองพรรคพวกห้องติดกันก็ได้รับการเคาะกระจกทัก
ทายทั้งคืน ทั้งที่มองออกไปก็เป็นกระจกใสเปิดม่านไว้มองออกไปเห็นแต่สนาม
หญ้าแต่เสียงเคาะก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เอาล่ะสิหนุ่มๆเจ้าของห้องไม่ว่างพิสูจน์
ต่อเพราะต้องรีบคลุมโปงสวดมนต์กันยันเช้าโชคดีที่เหตุการณ์นี้เกิดหลังจาก
ผู้เขียนเดินออกจากห้องนั้นเพียง 5 นาที (คนดีพระคุ้มครอง)


อ่านต่อหน้า ๓
                                      


LibrarianMagazine.com