| |
ภาคนี้เราก็ยังคงอยู่ในนิวเดลลีกันอีก 1 วัน 1
คืนนะคะจากนั้นเดินทางไปค้างที่กรุงอัคระ 1 คืน แล้วจึง
กลับมาเดลลีเพื่อขึ้นเครื่องกลับบ้านค่ะ
โดยการดูงานในเดลลีวันที่ 2 นี้เราจะต้องเข้าชมรัฐสภาทั้งวันค่ะ
ทั้งในส่วนของโลกสภา (Lok Sabha
Secretariat, Parliament) และ ราชยสภา (Rajya Sabha)
โลกสภานั้นก็เทียบได้กับสภาผู้แทนราษฎรของเรา
เป็นสภาล่างทำหน้าที่เสนอกฎหมาย ก่อนที่จะส่ง
ไปให้ราชยสภา
ซึ่งเทียบได้กับวุฒิสภาหรือสภาสูงของไทยนั่นแหละทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายก่อนประกาศใช้ต่อไป
อย่างที่บอกนะคะอินเดียเป็นประเทศที่ประชาธิปไตยเข้มแข็งอย่างมากดังนั้นในสภาจึงประกอบด้วย
สมาชิกที่มาจากทุกชั้นวรรณะ
..
อีกแล้วครับท่านพอไปถึงโดนตรวจเข้มเช่นเคยกลัวพกอาวุธไม่ให้เราถืออะไรเลยแม้แต่ของที่ระลึกหรือ
ปากกากระเป๋าสตางค์ก็ไม่ให้พก ต้องฝากไกด์ไว้ในรถค่ะ
จะจดอะไรก็ไม่ได้ ตรวจค้นทุกห้องที่เดินผ่าน
กันเลยค่ะ อาคารรัฐสภาของอินเดียใหญ่โตและสวยงามมากๆ
เสียดายเก็บภาพได้เฉพาะก่อนลงรถส่วน
ภาพด้านในเป็นภาพที่ได้จากอินเทอร์เน็ตค่ะ
ของจริงสวยกว่านี้มาก
ก็เขาไม่อนุญาตให้เราพกกล้อง
ถ่ายรูปเข้าไป
ห้องแรกที่เราได้เข้าไปร่วมสังเกตการณ์คือห้องประชุมโลกสภา
วันนี้บังเอิญเกิดสถานการณ์น่าตื่นเต้น
เป็นอย่างมากจนประธานสภาต้องปิดประชุมเพราะมีผู้ประท้วงกันอย่างดุเดือดรุนแรงกว่าของไทยมากใช้
วิธีมีต้นเสียงตะโกนนำเดินไปทั่วสภาแล้วชูมือขวาเหมือนดูคอนเสิร์ตแล้วมีลูกสมุนอีก3-4
คน ตะโกน
ตามเป็นลักษณะลูกคู่เป็นจังหวะๆไปเรื่อยๆ
แล้วก็มีสมาชิกลุกขึ้นตะโกนชี้หน้าเถียงกันไปมาวุ่นวายดู
น่ากลัว
ในขณะที่บังคับให้เราผู้สังเกตการณ์นิ่งๆห้ามล้วงกระเป๋าหยิบอะไรออกมาเด็ดขาด
ห้ามคุยกัน
ห้ามนั่งไขว่ห้าง ควบคุมพวกเราสารพัดแต่ควบคุมสมาชิกตัวเองไม่ได้
เจ้าหน้าที่ชวเลขที่นี่ก็แต่งตัวเก๋นุ่งส่าหรีใส่สูทคลุมทับ
เกือบชั่วโมงสถานการณ์ไม่คลี่คลายจึงปิด
ประชุม
การจะเดินผ่านแต่ละห้องจะมีบัตรเฉพาะตรวจกันตลอดค่ะ
ต่อไปก็ได้ชมการประชุมราชยสภา
เรียบร้อยกว่าห้องแรกมาก
เพราะเป็นสภาสูงพอประชุมเลิกเจ้าหน้าที่ก็พาเราเข้าไปชมห้องประชุมจริงๆ
เพราะตอนแรกเราดูจากด้านบนระหว่างทางเดินสวนกับผู้นำประท้วง4-5
คนในโลกสภา
ตอนแรกใส่ชุดขาวทั้งชุดพาดผ้าพันคอสีบานเย็น
แต่หน้าตาถมึงทึงไม่สดชื่นเหมือนผ้าคล้องคอเลย
น่ากลัวมากๆ
พอลงไปข้างล่างได้บรรยากาศความขลังจริงๆของห้องประชุมมันมีบรรยากาศเครื่องใช้ที่
อนุรักษ์เอาไว้อย่างดี จากนั้นเขาก็พาไปดูห้องรับรองสมาชิก
และห้องอ่านหนังสือต่างๆมีนักวิชาการให้
บริการเต็มที่ค่ะ
ไม่ขาดตกบกพร่อง
แล้วก็ไปดูลานซึ่งมีรูปปั้นผู้นำประเทศมากมายพร้อมซุ้มดอกไม้และ
น้ำพุสวยงามจริงๆ
อย่างท่านมหาตมะ คานธี คนที่นั่นเรียกท่านว่า พ่อค่ะ
คงคุ้นนะคะต้นฉบับอหิงสา บริเวณพื้นของสวน
หย่อมประติมากรรมนักการเมืองต่างๆน่ะ
เขาจะเด็ดกลีบดอกไม้มาโรยเป็นลวดลายต่างๆบนพื้นถนน
เป็นพรมดอกไม้สวยมากๆค่ะ
เดินชมกันจนบ่ายโมงหิวข้าวแล้วข้าวก็ยังไม่ได้กินเพราะเรามีคิวเข้าพบเลขาธิการ
ราชยสภา
Dr. Yogenda Narain
และผู้บริหารของสำนักงานเลขาธิการราชยสภา
เขาให้เกียรติคณะเราเรียกมา
บรรยายทุกฝ่ายค่ะ
จบตอนบ่ายสามแล้วปวดท้องมากทั้งหิวข้าวและอยากเข้าห้องน้ำ
แต่ไปไม่ได้
นึกว่าจะจบรายการแล้ว
ประธานโลกสภาขอพบท่านรองเลขาธิการฯของเรา
และแยกพวกเราไปดูงาน
ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์รัฐสภา
จริงๆเหมือนเขาพาไปดูเล่นๆไม่อยากให้เราถามอะไรแต่วิญญาณบรรณารักษ์อดไม่ได้ค่ะพยายาม
ซอกแซกหาข้อมูลมาจนได้อย่างที่เล่าไปแล้ว (ในนิตยสารบรรณารักษ์ปี่ที่ 1ฉบับที่ 7
กันยายน 2551
นะคะ) ออกจากสภาได้ก็กลับมากินอาหารอินเดียร้านเดิม
หิวมากๆอะไรก็อร่อยหมดแหละค่ะ
รอนานมาก
เพราะพอเลยเวลาเขานึกว่าเราไม่มาแล้วเลยเก็บไปหมดต้องรอเขาทำใหม่พวกเราก็อยู่ในสภาพโซกัน
สุดๆค่ะ
กินข้าวกลางวันเสร็จตอน 5 โมงครึ่ง
แล้วกลับมาอาบน้ำท่องราตรีต่อ
พาไปลุยตลาดจันปัก
สำหรับตลาดจันปักเนี่ยเป็นที่หลักที่เราตั้งหน้าตั้งตาซื้อของฝากกันยกใหญ่ราคาไม่แพงแต่คุณภาพไม่ค่อยดีนัก
(อยู่ในถุงดูดีมากค่ะ) ทีนี้ก็แยกย้ายกันซื้อๆๆๆล่ะค่ะ
ผู้เขียนลงทุนควงสาวนักเรียนเก่าอังกฤษ
จะได้ไม่มีปัญหาการสื่อสาร
ปรากฏว่าโดนต้อนเข้ามุมตลอดโดยหนุ่มแขกอีกแล้วครับท่าน
แล้วก็
พูดไทยกันทั้งตลาด ถามเราว่าพี่คนสวยอยากได้อะไรจ๊ะ
ลดได้นะไอ้เราตกใจผวาหนีเลย
เลือกเข้าร้าน
สตรีพูดไทยแทน
นักเรียนนอกที่พกไปด้วยเลยไม่ได้แสดงความสามารถเพราะการต่อของเนี่ยนักเรียนไทยอย่างเรา
สามารถมากกว่า
ไม่ว่าจะเป็นกระโปรงแขก เสื้อยืด
เทพเจ้าแบบที่เป็นโลหะและดินเผา ปลอกหมอน
ผ้าคลุมไหล่ ปักมือ กระเป๋าแขกปักลาย กำไล
น่ารักไปหมดแต่บอบบางมาก และที่พลาดไม่ได้
Pillow Book ซึ่งรวมภาพกามสูตรต่างๆอย่างหลากหลาย
มีหลายขนาดหลายภาษาให้เลือกอันนี้ได้รับ
ความกรุณาจากหนุ่มนักเรียนเก่าอินเดียไปซื้อมาหลายโหลมาแบ่งขายให้สาวๆที่อยากได้ไปฝากเพื่อน
เป็นที่ระลึก
พอซื้อของหมดแรงเราก็มานั่งรอเพื่อนฝูงเพื่อรวมพลที่
แมคโดนัล อินเดียมองดูแล้วกลิ่นเครื่องเทศแรง
มากเลยซื้อโค้กมานั่งกินอย่างเดียว
พอคณะมากันครบก็เกือบ 3
ทุ่มเข้าไปแล้วดังนั้นก็เดินทางไปกินอาหารเย็นกันคราวนี้เป็นอาหารจีนแนว
จืดๆแบบจีนแท้
แล้วก็กินกันไม่ลงเพราะเพิ่งกินอาหารกลางวันไปหมาดๆ
แต่ก็ดีเหมือนกันไปนั่งดูหนุ่ม
แขกเล่นดนตรี
หมดไปอีก 1
วันกลับไปโรงแรมเก็บกระเป๋าย้ายเมืองไปกรุงอัคระแล้วค่ะ
แหมแต่ละคนกระเป๋างอกออกลูกได้กันเป็นแถวเลยค่ะก็ซื้อกันซะขนาดนั้น
วันต่อมาเราเดินทางออกจากเดลลีประมาณ 8.30 น.
ซึ่งจะไปถึงอัคระประมาณเที่ยง ระหว่างทางหัวใจ
จะวายเพราะคนที่นี่ขับรถสวนกันแบบห่างกันนิดเดียวกระจกแทบจะแนบกันจนกลัวว่าผู้โดยสารอีกคัน
จะไหลมารวมกับคันเรา
โดยเฉพาะคนขับที่มีวรรณะสูงๆหลายคนขับตะลุยไม่กลัวตำรวจเลยต้องหลับตา
ตลอดทางเพราะหวาดเสียว
มิน่าด้านหน้ารถจึงต้องมีรูปเทพเจ้าต่างๆบูชาไว้ให้อุ่นใจ
โชคดีที่เราได้ที่นั่งด้านติดข้างทางเลยได้เห็นภาพชีวิตคนที่นี่แปลกๆ
ยังคงยึดกำแพงเป็นที่นั่งที่นอน
เหมือนเดิม
ข้างทางเราจะพบการทำกิจการต่างๆและร้านแผงลอยขายของต่างๆนาๆ
คล้ายๆบ้านเราเลย
แม้จะดูไม่น่ากินเท่าไหร่แต่ก็ขายดีนะคะ
คนที่นั่นยืนยันว่าอร่อยกินแล้วจะติดใจจ้ะ
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมประเภทเต้นรำข้างถนนและเป่าปี่เรียกงูขึ้นมาจากตระกร้า
เหล่าวณิพกเต้นระบำ
แขก และจับหมีมาเต้นระบำโชว์กันอยู่นะคะ
ตื่นตาตื่นใจกันมากนึกว่าจะมีแต่ในหนัง กับการ์ตูน
ที่แท้มี
จริงๆ
โดยเฉพาะเป่าปี่เรียกงูน่ะทำเป็นของที่ระลึกขายกันทั่วเลยล่ะค่ะ |
|


เรียกว่าเป็นรายได้หลักทางการท่องเที่ยวของที่นี่ค่ะรวมทั้งการ
ขายของที่ระลึกต่างๆ โดยเฉพาะที่ทำจากหินอ่อนนะคะ
นอกจาก
นี้สิ่งที่เราเห็นแล้วตะลึงจนถ่ายภาพไม่ทันก็คือจะสังเกตได้ว่า
กรรมกรที่ทำงานหนักแบกอิฐหินปูนทรายล้วนแล้วแต่เป็นเพศ
หญิงทั้งสาวทั้งแก่
โอ้กดขี่ทางเพศจริงๆ
ฝ่ายหญิงก็ก้มหน้ายอม
รับชะตากรรมกันไป
แล้วก็เอาหมีมาเต้นระบำอยู่ข้างทางสังเกต
สีหน้าหมีแล้วท่าทางมันไม่ภูมิใจเลยซักกะนิด
เราถึงโรงแรม Mughal Sheraton
โรงแรมเก่ามีชื่อเรื่องผีดุ
แต่
ไกด์พยายามจะหาโรงแรมเปลี่ยนก็ไม่ทันซะแล้ว
เราเข้าพักและ
ทานข้าวที่นี่ก็โดนคนหลอกก่อนเลย
เอาน้ำเปล่ามาแต่คิดเงินต่าง
หากแพงมากๆ ขอกาแฟได้ชามาแทนอะไรประมาณนี้ แต่สภาพ
โรงแรมหรูมากๆค่ะดูจากพนักงานต้อนรับสิคะ
...

อ่านต่อหน้า ๒
|