นิตยสารบรรณารักษ์ ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๑
กกต.ที่นั่นเดิมมีกกต.คนเดียวมาจากภารโรงเลย เพราะประชาธิปไตยแรงกล้าค่ะ 15 ปีเริ่มทำงานไม่ไหว เลยมีผู้ช่วยมาเพิ่มอีก 2 คน ระบบตรวจสอบยอดเยี่ยมมากส่งฟ้องศาลกันจ้าละหวั่น แต่มีอำนาจก่อนการ เลือกตั้งเท่านั้น หลังเลือกตั้งเป็นหน้าที่ศาลตัดสิน ไทยเราเลียนแบบเขาแต่มาดัดแปลงให้มีใบเหลือง ใบแดงด้วย กกต.ทั้ง3ท่านยินดีตอบคำถามเราเป็นอย่างดีรวมทั้งเล่าถึงระบบการเลือกตั้งที่นำระบบไอที เข้ามาช่วยตรวจสอบการทุจริต รวมทั้งมีการใช้ e-voting Machine ด้วยนะคะ ข้าราชการระดับสูงมัก ได้รับคัดเลือกให้ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบค่ะเพราะถือว่าหน้าที่นี้สำคัญและต้องการความน่าเชื่อ ถืออย่างมากค่ะ กกต.ที่นี่เต็มใจให้ข้อมูลเราอย่างดีค่ะแม้จะดูไม่หรูหราเพราะไม่ได้มาจากวรรณะสูงๆแต่ดูแฟ้มเอกสารที่เขา มอบให้พวกเราสิคะเป็นงานปักแฮนด์เมดอย่างสวยค่ะ ขนมที่เขานำมาเลี้ยงพวกเราคู่กับชาอินเดียกลิ่นหอมก็เป็นขนมของผู้มีอันจะกินนะคะคนจนไม่มีโอกาส กินค่ะเรียกว่าลงทุนกันจริงๆแสดงว่าให้เกียรติพวกเราอย่างมากต้อนรับแบบวีไอพีค่ะ ขนมที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนรสชาดเหมือนทองเอกบ้านเราจ้ะแต่แปะสีเงินแทนเขาบอกว่าแพงมาก ค่ะ รสชาติหวานแสบไส้แต่เข้ากันดีกับชารสนุ่มค่ะ ก่อนกลับพากันซื้อกลับมาเป็นของฝากค่ะประทับใจ ไทยแลนด์ พอออกจากที่นี่ก็แวะทานข้าวกลางวันก่อน ระหว่างทางเราก็คงเห็นวิถีชีวิตข้างถนนของคนอินเดียมากมาย ค่ะ ขอยกตัวอย่างจากตอนรถแล่นผ่านนะคะ อย่างหนุมานเนี่ยเป็นพระเอกของชาวอินเดียค่ะ คนที่นี่นับถือ กันมาก แล้วพิเศษกว่าหนุมานชาติเรา ตรงที่สามารถควักหัวใจเอาออกมาพิสูจน์กันได้ด้วย ดังนั้นของขวัญ จากไทยที่แขกพวกนี้ชอบมากคือยาหม่องตราลิงถือลูกท้อค่ะ เพราะเขาเข้าใจว่าคือหนุมานชาญสมรของ เราค่ะ เสียเวลาไปมากแล้วทีนี้ก็ได้เวลาเข้าชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอินเดีย National Museum of India , Janpath, New Delhi กันเสียที ที่นี่ทางสถานทูตก็กรุณาติดต่อวิทยากรพิเศษไว้นำชมอีกตามเคยค่ะแต่ขอแทรกหน่อยว่ารปภ.ตรวจค้นโหด มากๆต่างจากที่กกต.เลยค่ะ สแกนแล้วสแกนอีกจนพวกเราจะเป็นมะเร็งกันเพราะเครื่องสแกนกันอยู่แล้ว แถมยัง โดนรปภ.ผู้หญิงทั้งร่างยักษ์ทั้งบีบทั้งตบๆกันอย่างไม่เบามือ แหมช้ำกันถ้วนหน้าแหละค่ะ อะไรกัน นักกันหนา แต่พอผ่านเข้าไปชมในเวลาจำกัดเพราะการจราจรในอินเดียก็ไม่แพ้กทม.แถมยังมีการตรวจตรา เข้มระหว่างทางเพราะมีข่าวจลาจล ตำรวจที่ออกมาปราบไม่พกปืนมีแค่กระบองและเกราะเท่านั้นค่ะ มันเลยทำให้พวกเรามาสายเหลือเวลาชมแค่ชั่วโมงกว่าแทนที่จะเป็น 3 ชั่วโมง แต่เราก็ทำเวลาค่ะอดดู ห้องสมุดเลยเสียดายจัง พิพิธภัณฑ์ที่นี่นะคะเขาจะเล่าเรื่องราวในประเทศของเขาไล่ไปตามยุคสมัยนะคะ มาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะวิวัฒนาการของการนับถือศาสนาโดยเน้นที่ศาสนาฮินดูค่ะ บอกเล่าเรื่องราว ของเทพเจ้าต่างๆค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ตีรมูรติ (พระพรหม พระศิวะ พระนารายณ์) พระอุมา พระลักษมี พระสรัสวตี พระกฤษณะ พระพิฆคเณศ (Ganesha) พระยาครุฑ (Garuda) เป็นต้น จะเห็นได้ว่าในศาสนาพราหมณ์ฮินดูนั้นจะนิยมนำเสนอภาพเทพเจ้าพลอดรักกันโดยเฉพาะพระศิวะกับ พระอุมานะคะ ไม่ใช่เรื่องแปลกถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (สังเกตมือของเหล่าเทพในภาพแล้วกันนะคะ) และ ศาสนานี้จึงเกิดมีกามสูตร (Pillow Book) ไว้พร้อมภาพประกอบอย่างชัดเจนถือเป็นของฝากสุดฮอตจาก อินเดียคณะเราก็ซื้อกันเพราะแสดงถึงศิลปะการวาดภาพของอินเดียนี่คะ อย่างที่บอกที่นั่นบูชาพญาครุฑกันด้วยเช่นเดียวกับไทย แต่ครุฑที่นั่นหน้าตาไม่สง่าเหมือนตามหน้า ธนาคารไทยนะคะ และไม่สวยเหมือนพญาคุรฑกรมศิลปากร ดูเหมือนหนุ่มเจ้าชู้มากกว่าไม่เชื่อดูกันเอาเอง ส่วนพระพิฆเนศนะคะมีความเชื่อว่าองค์ที่สมบูรณ์ต้องเป็นปางที่แสดงให้เห็นว่าท้องติดพื้นค่ะ นอกจากเทพเจ้าในศาสนาฮินดู ก็มีมุมที่กล่าวถึงศาสนาพุทธด้วยนะคะ เนื่องจากยุคพระเจ้าอโศกมหาราช พุทธศาสนารุ่งเรืองมากค่ะ เขาเลยเก็บพระบรมสารีริกธาตุไว้ในมณฑปให้ชาวพุทธไปสักการะบูชาด้วยค่ะ ช่วงสมัยนั้นพระเจ้าอโศกเรืองอำนาจเลยยังไม่มีใครกีดกันศาสนาเราด้วย แต่ต่อจากนั้นได้ไม่นานพวกฮินดูเริ่มเล็งเห็นว่าพุทธเจริญเกินไปแล้วกลัวว่าฮินดูจะหายไปจากอินเดียเลย พยายามกดลงด้วยหลายวิธี เช่นยอมรับว่าพระพุทธเจ้านั้นเป็นแค่เพียงปางหนึ่งของพระนารายณ์ที่อวตารลง มาช่วยมนุษย์เท่านั้นเรื่องนี้ ดูจากภาพนึ้แล้วจะเซ็งว่าเขาพยายามทำให้ฮินดูอยู่เหนือพุทธอย่างเช่น เอา สัญลักษณ์ของเขาคือศิวะลึงก์อยู่เหนือพระพุทธรูป กลับออกจากพิพิธภัณฑ์ก็เย็นมากแล้วค่ะได้เวลากินข้าวเย็นแล้วแต่เรายังเดินทางต่อไปอีกเมืองห่างจาก เดลลีไปประมาณ 10 กว่ากิโลเป็นเมืองที่เกิดใหม่ค่ะชื่อเมืองกุระเกา เมืองนี้ทันสมัยค่ะมีห้างสรรพสินค้า ใหญ่ชื่อSahara Mall ให้เราจับจ่ายซื้อของฝากกลับบ้านกันจนหมดตัวไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับ กำไล สวยๆ สร้อยคอ สร้อยข้อมือ เครื่องประดับผม ผ้าคลุมไหล่ เสื้อผ้าพื้นเมือง รวมทั้งถั่วแขกยี่ห้อ Hadiram's รวมทั้งน้ำมะม่วงแสนอร่อยชื่นใจด้วยค่ะใครไม่ได้กินน้ำมะม่วงเหมือนไม่ได้มาอินเดียนะคะ รวมทั้งน้ำ มะพร้าวซึ่งคนที่นั่นกินแทนน้ำเปล่านะคะ แล้วพวกเราก็ได้เต็มอิ่มกับอาหารไทยในร้านรสทิพย์ซึ่งอยู่ในห้าง นี้ แขกที่มาทานอาหารตื่นเต้นกับเสื้อเหลืองของพวกเรามากเพราะเขาติดตามข่าวจากเมืองไทย มีคนมา ขอถ่ายรูปด้วยนะคะปลื้มค่ะ กินอิ่มก็เดินทางกลับไปนอนที่เดลลีเหมือนเดิมค่ะหลับเป็นตาย เพราะยังมีคิวดูงานรัฐสภาต่อวันรุ่งขึ้นคง จะ มาเล่าต่อในตอนหน้านะคะ
LibrarianMagazine.com