lib
 

นิตยสารบรรณารักษ์ ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๘  ตุลาคม ๒๕๕๑

 
 




เรื่องเล่าจากอินเดีย (ตอน ๒) เรื่องและภาพโดย ปรียานุช คลอวุฒิวัฒน์
 
 
 

โรตีทอดหรือจาปาตีราดหน้าด้วยแกงต่างๆ



ตามข้างทางจะมีการวางหมากขายเป็นคำๆ

 เยี่ยมคารวะอุปทูตไทย

คุณราหุล



แฟ้มเอกสารงานปักแฮนด์เมด










  าคที่ 2 : กรุงนิวเดลลี (คืนแรกกับอาหารอินเดียขนานแท้ – ดูงานวันแรก สถานทูตไทย –
คณะกรรมการการเลือกตั้งอินเดีย – พิพิธภัณฑ์สถาน แห่งชาติอินเดีย – ตะลุยห้างเมือง
กุระเกา)

ต่อจากภาคที่แล้วนะคะที่พวกเราผจญภัยกันที่สนามบินบังกะลอตอนนี้เราก็ได้เหินฟ้ามากับสายการบิน
ในประเทศอินเดียหรือ สายการบินIndian Airlines เที่ยวบิน IC 903 พระเจ้าช่วยเครื่องเก่ามากๆค่ะ
ปรับเอนไม่ได้ ไอ้ที่ปรับมันหลุดไปแล้วนั่งคอตั้งไปตลอดการเดินทางค่ะ

คราวนี้ไม่ได้นั่งรวมกันกับคณะแถมถูกประกบด้วยหนุ่มแขกและหนุ่มฝรั่งแก่หน้าตาประมาณ ริชาร์ด
เกียร์ โอ๊ยหัวใจจะวายนั่งไม่นั่งเปล่าพยายามชวนสาวไทยอย่างดิฉันคุยโน่นคุยนี่ไปตลอดทาง ข้าง
ซ้ายคือชายแขกเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่บังกะลอ ริชาร์ด เกียร์ด้านขวาเป็นนักข่าวค่ะมาทำข่าว
ด้านไอที
 
พยายามตะแคงหูฟังได้ประมาณนี้นะคะไม่ทราบว่าจับใจความมาถูกหรือเปล่าเพราะมันยิ่งเห็นเรา
งกๆเงิ่นๆ ยิ่งแย่งกันชวนคุยอยู่นั่นแหละ เข้าใจบ้างไหมฉันขี้เกียจคุย เพื่อนร่วมคณะที่เป็นนักเรียนนอก
ทั้งหลายมองมาด้วยสายตาเวทนาและเห็นใจซะ แต่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย

เฮ่อไม่เห็นใจคนไทยผู้อึดอัดไม่อยากตอบซะบ้างเลย พยายามจะบอกเทพเจ้าแขกที่เรานับถืออย่าง
พระพิฆเนศ ให้ช่วยหนูทีแต่ท่านอาจจะเห็นว่าเป็นแสดงศิลปะอย่างหนึ่งเลยไม่ช่วย ปล่อยลูกศิษย์โชว์
ความสามารถแก่ต่างชาติแบบงูๆปลาๆไป

ต้องใช้อวัจนะภาษาเข้าช่วยอย่างแรงแต่ออกท่ามากก็ไม่ได้เก้าอี้มันแคบสุดๆไม่กล้าขยับกลัวสัมผัส
ต่างชาติแม้กระนั้นพ่อริชาร์ด เกียร์ก็อมยิ้มกับความเปิ่นของเราไปตลอดทางอายจริงๆ  เสียหน้าประเทศ
ชาติไหมเนี่ย เรียกว่าไม่เก่งแต่พยายามมันไปแล้วกันเนอะ ระฆังช่วยไว้ตอนเสิร์ฟอาหารว่าง
และกาแฟสองหนุ่มช่วยบริการเต็มที่กลัวเราทำหกรดพวกมันแน่เลย แถมยกขนมแขกๆให้เรากินอีก
แล้วบอกว่าค่อยๆกินนะหวานมาก

สวยและหวานแสบไส้เลยค่ะ คล้ายขนมทองหยอดแต่สีคล้ำและลูกโตกว่า ทราบภายหลังว่าขนม
กุหลาบจามุต หรือจาร์มูร์เป็นภาษาอินเดียเลยออกเสียงไม่ค่อยถูกค่ะ เขามีการเปรียบเทียบผู้หญิงว่า
สวยหวานเหมือนขนมนี่แหละค่ะ

พอมาถึงสนามบินนิวเดลลีเกิดปัญหากระเป๋าหัวหน้าคณะหายโชคดีที่ท่านอุปทูตไทย และเลขานุการ
เอก ประจำสถานเอกอัครราชทูต กรุงนิวเดลี มาต้อนรับเลยช่วยกันประสานงานให้ มาถึงก็ทานข้าวกัน
ดึกมากแล้วค่ะหมดแรงแต่ก็หายเหนื่อย

พวกเราได้ไปลิ้มรสอาหารอินเดียขนานแท้ค่ะ โดยเฉพาะโรตีทอดหรือจาปาตีราดหน้าด้วยแกงต่างๆ
อุดมด้วยเครื่องเทศ หน้าตาคล้ายๆ แกงมัสมั่น กับแกงขี้เหล็ก ไก่ย่างคีบให้เราคนละชิ้นออกเสียงว่า
กะบับ แล้วแสนจะติดใจข้าวแสนอร่อยของอินเดีย (ข้าวบาสมาติ) จนกลับมาเมืองไทยต้องมาหาซื้อที่
พาหุรัดมากินอีก อร่อยมากๆเรียงเม็ดสวยยาวรีกว่าข้าวของไทยหอมจริงๆ

ถ้าได้น้ำพริกมาคลุกจะยิ่งอร่อยข้าวแบบนี้คนจนไม่มีทางได้ลิ้มรส  เพราะแพงมากๆค่ะมีในโรงแรม 5 ดาว
เท่านั้นเป็นลาภปากพวกเราค่ะ

ขอแถมอีกนิดนะคะว่าคนเมืองนี้นิยมกินหมากกันมากๆค่ะ ตามข้างทางจะมีการวางหมากขายเป็นคำๆรู้สึก
ว่าจะมีรสชาดต่างๆหลายแบบให้เลือกตามรสนิยมท่านผู้เคี้ยวนะคะ หนุ่มสาเคี้ยวกันมันไปเลย หน้าตา
หล่อๆบ้วนน้ำหมากกันให้ทั่วเลยค่ะ คงมีความเชื่อแบบสมัยอิเหนามั้งคะ ใช้สลาเหินโปรยเสน่ห์น่ะค่ะ

เอาล่ะค่ะเล่ามาซะยาวถึงเวลาดูงานอย่างเป็นทางการกันซะที ถึงเวลาทำงานแล้วค่ะ เริ่มต้นด้วยการไป
เยี่ยมคารวะอุปทูตไทย ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงนิวเดลลี ซึ่งอยู่ในย่านที่สถานทูตประเทศต่างๆ
มารวมกันอยู่ค่ะ

ถนนหนทางจึงดูสะอาดเป็นระเบียบผิดกับย่านคนจนอื่นๆที่เราผ่าน ท่านฑูตและคณะกรุณาบรรยายถึง
อินเดียโดยภาพรวมทุกๆด้านให้เราฟังอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมงนะคะประทับใจท่านมากค่ะ เล่าประวัติของ
สถานฑูตอย่างละเอียด พยายามตอบทุกข้อสงสัย

และให้เจ้าหน้าที่สถานทูตช่วยกันให้ข้อมูลเบื้องต้นแก่พวกเราในเชิงลึก ที่ไม่อาจทราบเรื่องเหล่านี้ได้จาก
คนอินเดีย และเราจะต้องระวังคำถามประเภทไหนบ้างในการซักถามคนอินเดีย โดยเฉพาะการเมืองที่เป็น
ประชาธิปไตยเข้มข้นในสภาน่ะ รวมคนทุกวรรณะและทุกศาสนาในอินเดียค่ะ นอกจากนี้ท่านยังกรุณาเลี้ยง
ของว่างคณะ และส่งเจ้าหน้าที่สถานทูตซึ่งเป็นลูกครึ่งเนปาลและอินเดียชื่อคุณราหุล ไปคอยประสานงานกับเราตลอดทางค่ะ

สาวๆในคณะหลงเสน่ห์ไปตามๆกันแต่ต้องผิดหวังเพราะมีลูก1 ซะแล้วนอกจากนี้ก็ยังส่งคนขับรถเป็นหนุ่ม
แขกวรรณะพราหมณ์เป็นสารถีให้พวกเราด้วยค่ะ เรื่องนี้สำคัญมากค่ะ เพราะวรรณะของเขาช่วยให้ติดต่อคน
ในสภาได้สะดวกคล่องตัวกว่าค่ะ คนวรรณะสูงถือตัวจะไม่คุยด้วยกับคนวรรณะต่ำกว่าค่ะ

 
ก่อนกลับท่านส่งคุณเกรซ เลขานุการเอกแสนน่ารักซึ่งเคยไปรับเราที่สนามบินมา
พาพวกเรานำชมรอบบริเวณสถานทูตค่ะ

พวกเราเลยมีโอกาสได้ไหว้ต้นศรีมหาโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์ในบริเวณสถานทูตด้วย
พอกลับมาคณะนี้ได้ขั้นพิเศษครบทุกคนเลย แปลกมากๆ บังเอิญจริงๆ เราเดิน
ทางออกจากสถานฑูตเที่ยงแม้จะหิวแล้วแต่ยังไม่ใช่เวลาอาหารกลางวันของ
อินเดียค่ะเขากินกันบ่ายสองเราก็เลยต้องไปดูงาน คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ
กกต.อินเดีย (Election Commission of India) กันต่อเลยนะคะ

กกต.ที่นั่นเดิมมีกกต.คนเดียวมาจากภารโรงเลย เพราะประชาธิปไตยแรงกล้าค่ะ 15 ปีเริ่มทำงานไม่ไหว
เลยมีผู้ช่วยมาเพิ่มอีก 2 คน ระบบตรวจสอบยอดเยี่ยมมากส่งฟ้องศาลกันจ้าละหวั่น แต่มีอำนาจก่อนการ
เลือกตั้งเท่านั้น หลังเลือกตั้งเป็นหน้าที่ศาลตัดสิน ไทยเราเลียนแบบเขาแต่มาดัดแปลงให้มีใบเหลือง
ใบแดงด้วย กกต.ทั้ง3ท่านยินดีตอบคำถามเราเป็นอย่างดีรวมทั้งเล่าถึงระบบการเลือกตั้งที่นำระบบไอที
เข้ามาช่วยตรวจสอบการทุจริต รวมทั้งมีการใช้ e-voting Machine ด้วยนะคะ ข้าราชการระดับสูงมัก
ได้รับคัดเลือกให้ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบค่ะเพราะถือว่าหน้าที่นี้สำคัญและต้องการความน่าเชื่อ
ถืออย่างมากค่ะ



กกต.ที่นี่เต็มใจให้ข้อมูลเราอย่างดีค่ะแม้จะดูไม่หรูหราเพราะไม่ได้มาจากวรรณะสูงๆแต่ดูแฟ้มเอกสารที่เขา
มอบให้พวกเราสิคะเป็นงานปักแฮนด์เมดอย่างสวยค่ะ

ขนมที่เขานำมาเลี้ยงพวกเราคู่กับชาอินเดียกลิ่นหอมก็เป็นขนมของผู้มีอันจะกินนะคะคนจนไม่มีโอกาส
กินค่ะเรียกว่าลงทุนกันจริงๆแสดงว่าให้เกียรติพวกเราอย่างมากต้อนรับแบบวีไอพีค่ะ

ขนมที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนรสชาดเหมือนทองเอกบ้านเราจ้ะแต่แปะสีเงินแทนเขาบอกว่าแพงมาก
ค่ะ รสชาติหวานแสบไส้แต่เข้ากันดีกับชารสนุ่มค่ะ ก่อนกลับพากันซื้อกลับมาเป็นของฝากค่ะประทับใจ
ไทยแลนด์

พอออกจากที่นี่ก็แวะทานข้าวกลางวันก่อน ระหว่างทางเราก็คงเห็นวิถีชีวิตข้างถนนของคนอินเดียมากมาย
ค่ะ ขอยกตัวอย่างจากตอนรถแล่นผ่านนะคะ อย่างหนุมานเนี่ยเป็นพระเอกของชาวอินเดียค่ะ คนที่นี่นับถือ
กันมาก แล้วพิเศษกว่าหนุมานชาติเรา ตรงที่สามารถควักหัวใจเอาออกมาพิสูจน์กันได้ด้วย ดังนั้นของขวัญ
จากไทยที่แขกพวกนี้ชอบมากคือยาหม่องตราลิงถือลูกท้อค่ะ เพราะเขาเข้าใจว่าคือหนุมานชาญสมรของ
เราค่ะ



เสียเวลาไปมากแล้วทีนี้ก็ได้เวลาเข้าชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอินเดีย National Museum of India ,
Janpath, New Delhi กันเสียที



ที่นี่ทางสถานทูตก็กรุณาติดต่อวิทยากรพิเศษไว้นำชมอีกตามเคยค่ะแต่ขอแทรกหน่อยว่ารปภ.ตรวจค้นโหด
มากๆต่างจากที่กกต.เลยค่ะ สแกนแล้วสแกนอีกจนพวกเราจะเป็นมะเร็งกันเพราะเครื่องสแกนกันอยู่แล้ว
แถมยัง โดนรปภ.ผู้หญิงทั้งร่างยักษ์ทั้งบีบทั้งตบๆกันอย่างไม่เบามือ แหมช้ำกันถ้วนหน้าแหละค่ะ อะไรกัน
นักกันหนา แต่พอผ่านเข้าไปชมในเวลาจำกัดเพราะการจราจรในอินเดียก็ไม่แพ้กทม.แถมยังมีการตรวจตรา
เข้มระหว่างทางเพราะมีข่าวจลาจล ตำรวจที่ออกมาปราบไม่พกปืนมีแค่กระบองและเกราะเท่านั้นค่ะ

มันเลยทำให้พวกเรามาสายเหลือเวลาชมแค่ชั่วโมงกว่าแทนที่จะเป็น 3 ชั่วโมง แต่เราก็ทำเวลาค่ะอดดู
ห้องสมุดเลยเสียดายจัง พิพิธภัณฑ์ที่นี่นะคะเขาจะเล่าเรื่องราวในประเทศของเขาไล่ไปตามยุคสมัยนะคะ
มาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะวิวัฒนาการของการนับถือศาสนาโดยเน้นที่ศาสนาฮินดูค่ะ บอกเล่าเรื่องราว
ของเทพเจ้าต่างๆค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ตีรมูรติ (พระพรหม พระศิวะ พระนารายณ์) พระอุมา พระลักษมี พระสรัสวตี
พระกฤษณะ พระพิฆคเณศ (Ganesha) พระยาครุฑ (Garuda) เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าในศาสนาพราหมณ์ฮินดูนั้นจะนิยมนำเสนอภาพเทพเจ้าพลอดรักกันโดยเฉพาะพระศิวะกับ
พระอุมานะคะ  ไม่ใช่เรื่องแปลกถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (สังเกตมือของเหล่าเทพในภาพแล้วกันนะคะ) และ
ศาสนานี้จึงเกิดมีกามสูตร (Pillow Book) ไว้พร้อมภาพประกอบอย่างชัดเจนถือเป็นของฝากสุดฮอตจาก
อินเดียคณะเราก็ซื้อกันเพราะแสดงถึงศิลปะการวาดภาพของอินเดียนี่คะ

อย่างที่บอกที่นั่นบูชาพญาครุฑกันด้วยเช่นเดียวกับไทย แต่ครุฑที่นั่นหน้าตาไม่สง่าเหมือนตามหน้า
ธนาคารไทยนะคะ และไม่สวยเหมือนพญาคุรฑกรมศิลปากร ดูเหมือนหนุ่มเจ้าชู้มากกว่าไม่เชื่อดูกันเอาเอง
ส่วนพระพิฆเนศนะคะมีความเชื่อว่าองค์ที่สมบูรณ์ต้องเป็นปางที่แสดงให้เห็นว่าท้องติดพื้นค่ะ


       

นอกจากเทพเจ้าในศาสนาฮินดู ก็มีมุมที่กล่าวถึงศาสนาพุทธด้วยนะคะ เนื่องจากยุคพระเจ้าอโศกมหาราช
พุทธศาสนารุ่งเรืองมากค่ะ เขาเลยเก็บพระบรมสารีริกธาตุไว้ในมณฑปให้ชาวพุทธไปสักการะบูชาด้วยค่ะ
ช่วงสมัยนั้นพระเจ้าอโศกเรืองอำนาจเลยยังไม่มีใครกีดกันศาสนาเราด้วย

แต่ต่อจากนั้นได้ไม่นานพวกฮินดูเริ่มเล็งเห็นว่าพุทธเจริญเกินไปแล้วกลัวว่าฮินดูจะหายไปจากอินเดียเลย
พยายามกดลงด้วยหลายวิธี เช่นยอมรับว่าพระพุทธเจ้านั้นเป็นแค่เพียงปางหนึ่งของพระนารายณ์ที่อวตารลง
มาช่วยมนุษย์เท่านั้นเรื่องนี้ ดูจากภาพนึ้แล้วจะเซ็งว่าเขาพยายามทำให้ฮินดูอยู่เหนือพุทธอย่างเช่น เอา
สัญลักษณ์ของเขาคือศิวะลึงก์อยู่เหนือพระพุทธรูป

กลับออกจากพิพิธภัณฑ์ก็เย็นมากแล้วค่ะได้เวลากินข้าวเย็นแล้วแต่เรายังเดินทางต่อไปอีกเมืองห่างจาก
เดลลีไปประมาณ 10 กว่ากิโลเป็นเมืองที่เกิดใหม่ค่ะชื่อเมืองกุระเกา เมืองนี้ทันสมัยค่ะมีห้างสรรพสินค้า
ใหญ่ชื่อSahara Mall ให้เราจับจ่ายซื้อของฝากกลับบ้านกันจนหมดตัวไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับ กำไล
สวยๆ สร้อยคอ สร้อยข้อมือ เครื่องประดับผม ผ้าคลุมไหล่ เสื้อผ้าพื้นเมือง รวมทั้งถั่วแขกยี่ห้อ Hadiram's
รวมทั้งน้ำมะม่วงแสนอร่อยชื่นใจด้วยค่ะใครไม่ได้กินน้ำมะม่วงเหมือนไม่ได้มาอินเดียนะคะ รวมทั้งน้ำ
มะพร้าวซึ่งคนที่นั่นกินแทนน้ำเปล่านะคะ แล้วพวกเราก็ได้เต็มอิ่มกับอาหารไทยในร้านรสทิพย์ซึ่งอยู่ในห้าง
นี้ แขกที่มาทานอาหารตื่นเต้นกับเสื้อเหลืองของพวกเรามากเพราะเขาติดตามข่าวจากเมืองไทย มีคนมา
ขอถ่ายรูปด้วยนะคะปลื้มค่ะ

กินอิ่มก็เดินทางกลับไปนอนที่เดลลีเหมือนเดิมค่ะหลับเป็นตาย
เพราะยังมีคิวดูงานรัฐสภาต่อวันรุ่งขึ้นคง
จะ
มาเล่าต่อในตอนหน้านะคะ


 
 


LibrarianMagazine.com