lib
 

นิตยสารบรรณารักษ์ ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๘  ตุลาคม ๒๕๕๑

   



 
“ ธรรมชาติของ IT คือ เราจะสู้กับเครื่องมือค่ะ เพราะฉะนั้น เราจะอึดแบบ เขียนโปรแกรม ต้องเขียนให้ได้ .....
เราจะแข็ง...แต่เด็กบรรณารักษ์ เค้าจะเป็นแบบนั้นไม่ได้ เค้าจะอึด แบบมุ่งหน้าฝ่าฟัน โดยไม่สนใจใครแบบ IT ไม่ได้ เค้าควรจะเก่ง IT โดยคงการมี service mind ไว้ด้วย
.. "

อาจารย์ภณิดา แก้วกูร

อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โปรแกรมวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์
 
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
 

   
  


     

     

   
 
 
    
 


    
 
 
     
 



 

 

จบปริญญาตรี วิทยาการคอมพิวเตอร์ สถาบันราชภัฏนครราชสีมา จบปริญญาโท เทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยนเรศวร
เรียนจบมาแล้ว
เป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ช่วงหนึ่ง จากนั้นไปเป็นนักวิชาการคอมพิวเตอร์อยู่ มสธ. ซักพักใหญ่ จนกระทั่งทางโปรแกรมวิชา
บรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ เปิดรับสมัครผู้ที่จบการศึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงได้กระโดดเข้ามาในสายการสอนหนังสือ...
ได้รับผิดชอบรายวิชาทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่เนื่องจากยังมือใหม่หัดสอน อาจารย์ในโปรแกรมวิชาจึงมอบหมายให้สอนไม่มากนัก
(ขอบคุณ ค่ะ..) เริ่มตั้งแต่ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบบสารสนเทศ การออกแบบและพัฒนาเว็บเพจสำหรับสถาบันบริการสารสนเทศ และเทคโนโลยี
สารสนเทศและการประยุกต์ใช้ (เพิ่งสังเกตว่าชื่อแต่ละวิชายาวมาก)
และด้วยความเป็นมือใหม่ด้านการสอน กระบวนการสอนจึงค่อนข้างที่จะทำให้
อาจารย์หลายท่านอึ้ง... คือ..สรุปแล้วเป็นกิจกรรมเล่นตลกก่อนเรียน เพื่อให้นักศึกษายอมให้ความร่วมมือ หรือไว้เนื้อเชื่อใจเรา..แต่ว่า ถามว่าได้ผล
หรือเปล่า...คิดว่าไม่ได้ผลหรอกค่ะ เราดึงดูดความสนใจเขาได้ชั่วขณะเท่านั้น กลวิธีการสอนต่างหากที่สำคัญ ซึ่งคงต้องศึกษาและพัฒนาตนเองอีกเยอะ 

การสอนด้านบรรณารักษศาสตร์

ได้กำหนดแนวคิดของตัวเองไว้ว่า เราคาดหวังอะไรจากบรรณารักษ์ หรือนักสารสนเทศ เราก็จะสอนสิ่งนั้นให้กับ
นักศึกษาของเรา จึงตั้งหน้าตั้งตา ตั้งความหวังให้นักศึกษาเก่งทางด้าน IT (นั่นคือ ผู้ใช้คาดหวังว่าบรรณารักษ์จะเป็นที่พึ่งด้าน IT) เก่งทางด้านค้นคว้า
ด้วย IT เก่งทางด้านสร้างเครื่องมือในการสนับสนุนการให้บริการสารสนเทศ (นี่คือสิ่งที่ตัวเองคาดหวังจากผู้ให้บริการทั้งนั้นเลย)

จนวันหนึ่งนักศึกษาบอกว่า “อาจารย์ หนูไม่ได้มาเรียนเป็นนักคอมพิวเตอร์นะ” นั่นซิ!! เลยคิดได้ว่า เรากำลังจะทำให้เขากลัว IT และเห็น IT เป็นศัตรูไป
หรือเปล่านี้ แล้วจริงๆ แล้ว เราต้องการให้ผู้ให้บริการที่เก่ง IT ในแบบไหน แล้วในอนาคตตอนเด็กๆ จบไป โปรแกรมที่เราสอนนี้ยังจะใช้กันอยู่หรือเปล่า
ความก้าวหน้าทาง IT คงวิ่งไปมากแล้ว ....เลยคิดว่า สิ่งที่จะติดตัวนักศึกษาไปในการพัฒนาตนเองด้าน IT คือความเข้าใจในแนวคิดของแต่ละเรื่อง
แนวคิดทางระบบสารสนเทศ แนวคิดทางระบบฐานข้อมูล แนวคิดในการทำเว็บ การฝึกปฏิบัติเป็นเพียงการดึงแนวคิดให้ออกมาเห็นได้เป็นรูปธรรม
แล้วทีนี่ละ ไม่ว่า IT จะวิ่งไปทางใด ถ้านักศึกษาเข้าใจในแนวคิด และไม่กลัวเครื่องมือ (คอมพิวเตอร์ หรือโปรแกรมต่างๆ) การพัฒนาทักษะของตนเองให้
ก้าวไปทัน IT ก็ไม่น่าจะยาก

ส่วนผู้ใช้บริการเองก็จะได้พบกับผู้ให้บริการที่สนุกสนานในการค้นคว้าใหม่ๆ อยู่เสมอ แหม...นึกแล้วเท่ห์จริงๆ เลยค่ะ คิดได้ดังนั้น..ตอนนี้จึงใช้วิธีศึกษา
ไปพร้อมๆ กันกับนักศึกษาค่ะ เอาเรื่อง IT ในปัจจุบันมาคุยกัน แลกเปลี่ยนแนวคิด ลองใช้ IM ต่าง ๆ ลอง Blog ลอง Hi5 ดูซิ ว่าชอบหรือเปล่า คิดว่ามี
ประโยชน์หรือเสียเวลาหรือไม่ ทำไมถึงต้องพัฒนาโปรแกรมเหล่านี้ รุ่นครูเป็น Web 1.0 แต่พวกคุณอยู่รุ่น Web 2.0 แล้วนะ ขอแค่นักศึกษาไม่กลัว
เครื่องมือ และสนุกในการค้นคว้าด้วย IT เชื่อว่าเขาจะพัฒนาทักษะของตัวเองต่อไปได้ไม่ยากแล้วค่ะ

การเข้ามาอยู่ในวงการบรรณารักษ์

ทำให้เห็นความแตกต่างในวิชาชีพ นั่นคือ
การมี Service Mind ซึ่งถามว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับวิชาชีพบรรณารักษ์หรือเปล่า...จำเป็นใช่ไหมคะ? (ตกลง
แล้วใครถามใคร) แต่สิ่งเหล่านี้ถูกหล่อหลอมอยู่ในวิชาชีพแล้วละค่ะ อย่างตอนที่ตัวเองยังเป็นโปรแกรมเมอร์ จะมีความสุขในการนั่งเขียนโปรแกรม อยู่
หน้าจอไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเขียนโปรแกรมเสร็จ เวลาผลลัพธ์ออกมาตามที่คาดหวังนี่ รู้สึกฟ้าสว่าง (แม้จะเป็นตอนตี2) รู้สึกสดชื่น (แม้จะไม่ได้นอนมา 2
คืน) นี่คือเอกลักษณ์ที่รู้สึกว่าจะเป็นที่ภาคภูมิใจของโปรแกรมเมอร์

แต่พอหันมามองทางบรรณารักษ์ เอกลักษณ์ที่น่าภาคภูมิใจ คือ Service Mind ฉะนั้น บรรณารักษ์จะไม่เก่ง IT แบบไร้ชีวิตชีวา แต่จะเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ IT
ที่มี Service Mind” ถ้าหากมีคำถามว่า Service Mind + IT = บรรณารักษ์ยุคใหม่ หรือเปล่า? ขออนุญาตเปลี่ยนไปใช้คำว่า Service Mind + IT =
บรรณารักษ์ยุคปัจจุบัน แทนดีกว่าค่ะ เพราะเท่าที่ได้สัมผัสมา ณ ปัจจุบันบรรณารักษ์ก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ตอนนี้มีหน้าที่ที่ต้องไม่ทำให้นักศึกษา (และตัว
เอง) ตกยุค นั่นคือ ต้องคงความมีชีวิตชีวา มี Service Mind แล้วเพิ่มความสามารถทาง IT เข้าไป

งานที่เกี่ยวข้องด้านไอทีที่บรรณารักษ์สามารถทำได้ดี  

คิดว่าธรรมชาติของวิชาทางด้านบรรณารักษ์ (สังเกตดูแล้วรู้สึกว่า) จะมีกฎเกณฑ์ และระบบระเบียบที่ได้กำหนดไว้แล้วชัดเจน หลักเกณฑ์การแบ่งหมวด
หมู่ รูปแบบการให้บริการ ดังนั้น ถ้าจะต้องวิเคราะห์กระบวนการทำงาน การจัดเก็บสารสนเทศต่างๆ บรรณารักษ์น่าจะทำได้ไม่ยาก เพราะการคิดอย่างเป็น
ระบบ กำหนดหมวดหมู่ต่าง ๆ อย่างมีกฎเกณฑ์ เป็นธรรมชาติของบรรณารักษ์อยู่แล้ว

คิดว่าบรรณารักษ์ หรือนักสารสนเทศ น่าจะเป็นผู้ที่วิเคราะห์และออกแบบระบบสำหรับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ดี เพราะมองภาพการจัดเก็บสารสนเทศ
อย่างมีหลักการ ในขณะที่โปรแกรมเมอร์สามารถเขียนโปรแกรมได้ แต่ว่ามองภาพและการจัดระบบสารสนเทศได้ไม่ดีเท่าบรรณารักษ์ แต่ก็แน่นอน ว่า
ระบบจะสำเร็จออกมาได้ คงต้องเป็นความร่วมมือกันของทั้งสองฝ่าย

การกระโดดข้ามสายงานมาแบบนี้

ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจอยู่บ้างเหมือนกัน แต่พอได้เข้ามาสัมผัส ก็คิดว่า น่าจะอยู่ได้กับสายงานทางบรรณารักษ์ มีเรื่องน่าสนุกให้ได้ศึกษาและลองทำอีกมาก
แต่ไม่ว่าจะอยู่ในสายงานไหน หากมองหาสิ่งที่ทำแล้วเป็นสุข..ก็คงจะมีความสุขได้กับทุกงานค่ะ

 


LibrarianMagazine.com