lib
 

นิตยสารบรรณารักษ์ ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๘  ตุลาคม ๒๕๕๑




หิ้วกล้องท่องพิพิธภัณฑ์สิงค์โปร์ เรื่องและภาพ โดย spycute
 
การเดินทางท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ในครั้งนี้เราเริ่มต้นกันที่มะละกาก่อน โดยนั่งสายการบินต้นทุนต่ำ
(และก็คาดไว้ว่าคงจะบินไม่ต่ำไปกว่ายอดตึกสูงๆในสิงค์โปร์ เหมือนราคาต้นทุน ) เราบินลัดเลาะไปลง
ที่สนามบินกัวลาลัมเปอร์ก่อน แล้วสาวแสนสวย(เริ่ด เชิดหยิ่งของเรา)ก็ไปใช้เสน่ห์ปลายลิ้นจับแท็กซี่
มาได้หนึ่งคันในราคา 198 เหรียญริงกิต (ประมาณ 1,980 บาท) เพื่อนั่งยาว 2 ชั่วโมง ไปยังเมือง
มะละกากันเลย โดยไม่ต้องเสียเวลาเข้าไปเตร็ดเตร่ หารถราในกรุงกัวลาลัมเปอร์ให้เสียอารมณ์เธอ

อันที่จริงแล้วเราควรจะเล่าเรื่องพิพิธภัณฑ์ในเมืองมะละกาก่อน เพราะเราไปแวะชมที่นั่นมา 2 วัน 2 คืนที่นี่กำลังอยู่ในช่วงเทศกาลตรุษจีนด้วยและในคืน วันที่ 22 กพ.51 นั้นก็เป็นวันสุดท้ายของการ
ปิดเทศกาลก็มีการเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่บนถนน Jonker walk ซึ่งเป็นงานที่ยิ่งใหญ่สนุกสนาน
มีผู้คนแออัดยัดเหยียดกันเต็มท้องถนน ตึกรามบ้านช่องประดับประดาโคมไฟตลอดทั้งเมือง

ฟังดูแล้วน่าตื่นเต้นชวนติดตามเหมือนกัน แต่ว่า เราเกิดอยากจะเล่าเรื่องที่สิงค์โปร์ขึ้นมาเฉยๆซะ
อย่างงั้น (ตามวัยที่เริ่มกลับทิศทาง) คงเป็นเพราะความคิดเห็นส่วนตัวและประกอบกับเคยไปอยู่ที่
สิงค์โปร์มาบ้างแล้ว หลายครั้งหลายคราแต่ไม่เคยรู้อะไรเลยนอกจากว่าที่นี่เป็นแหล่งรวมสินค้าทาง
เทคโนโลยี มาทีไรก็ต้องได้ซื้อของติดไม้ติดมือกลับบ้านไปทุกที กล้องถ่ายภาพตัวแรกในชีวิต
ก็ซื้อที่สิงค์โปร์นี่เองกล้องตัวที่สองสามและกล้องถ่ายวีดีโอก็ซื้อจากที่นี่และคราวนี้ก็ได้กระเป๋าเป้ใส่
กล้องกลับมาด้วยเช่นเคย

เรานั่งรถบัสจากเมืองมะละกา เข้าสิงค์โปร์ ด้วยราคาเพียงคนละ 15 ริงกิต (150 บาท) ใช้เวลา
4 ชั่วโมงครึ่ง วิ่งลงไปปั๊มพาสปอร์ต ออกจากมาเลเซีย แล้ววิ่งลงไปปั๊มพาสปอร์ตเข้าสิงค์โปร์ ด้วย
ความรวดเร็วและราบรื่น แล้วกลับขึ้นรถบัสคันเดิม การเข้าออกด่านตรวจง่ายๆสบายๆ เจ้าหน้าที่ยิ้ม
แย้ม ดีมาก (สำหรับผู้ที่ความจำไม่ดีกรุณาจดทะเบียนรถใส่ฝ่ามืออรหันต์ไว้ด้วย เพราะรถมีหลายคัน
มาก)

รถจะมาจอดที่จุดจอดรถอยู่ฝั่งตรงข้ามร้านเจดี (Jedee) เป็นร้านอาหารที่อยู่ตรงไฟแดงหัวมุมถนน
พอดีจากนั้นเราก็เรียกแท็กซี่ไปยังที่พักใกล้ๆใจกลางเมืองสิงค์โปร์ เพื่อความสะดวก ในการเดินชม
เมืองได้อย่างทั่วถึง แต่ขากลับก็ต้องอาศัยรถแท็กซี่นั่งกลับมาทุกครั้ง เพราะเดินไปกันไกลมากเดิน
กลับไม่ไหว (ตามประสาวัยรุ่นตอนปลายสายอาชีพ)

สิงค์โปร์เท่าที่รู้จักเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาเนิ่นนาน ดูเผินๆแล้วก็ไม่เห็นว่าจะมีวัฒนธรรมอะไรให้
มาอวดชาวโลก จนสามารถที่จะทำพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ชาติสิงค์โปร์กับเค้าได้ เขียนแบบนี้อาจ
ดูเหมือนจะไปสบประมาท ดูถูกดูแคลน หรืออีกนัยหนึ่งก็ไร้สติปัญญาไร้ความรู้เรื่องราวของชาติอื่นๆ
ตามประสาเด็กช่าง ก็น่าจะเป็นประการหลังเช่นนั้นแล

เหตุเพราะไม่เคยใส่ใจเรื่องใดๆนอกจากซื้อกล้อง ท่องเทค และในปีพศ. 2534 ก็ได้ฝึกงานในห้อง
ตัดต่อที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้นแล้ว (ดิสโกเทคในสมัยนั้นเป็นโต๊ะจีนปูด้วยผ้าแดงเก้าอี้ไม้หัวกลมไม่
มีพนักพิง พอจะลุกขึ้นเต้นรำก็พับโต๊ะกลมลงตรงกลางแล้วลากไปพิงไว้ข้างผนัง ส่วนเบียร์ก็ไทเกอร์
ถือคนละขวดยืนกอดขวดกันทั้งคืน จำสภาพได้ติดตามาจนทุกวันนี้ ส่วนห้องตัดต่อในสมัยนั้นเป็น
ระบบลิเนียคุมควบด้วย swither และ Editting controler เป็นระบบยูเมติค PAL )
 

Changi Skytrain Terminal 1 – ปี 1993

Changi Skytrain Terminal 1 - ปี 2008


เมื่อกลับมาเยือนสิงค์โปร์อีกครั้งหนึ่งในปี พศ.2551นี้ ก็พบว่า สิงค์โปร์มีหลายสิ่งที่เปลี่ยนไป
บ้านเมืองไม่ได้สะอาดเหมือนเมื่อก่อน คนข้ามถนนโดยไม่รอสัญญาณไฟคนเดิน ผู้คนกล้ากอดจูบกัน
ในที่สาธารณะ บาร์เบียร์ทอดแนวยาวไปตลอดสองริมฝั่งแม่น้ำ เปิดบริการตลอดทั้งคืน มีเครื่องเล่น
หวาดเสียวแหวกแนวผุดขึ้นท่ามกลางตึกระฟ้า

แต่สิงค์โปร์ยังคงมีสิงห์โตพ่นน้ำตัวเดิม (แถมมีลูกสิงห์โตตัวเล็กๆยืนพ่นน้ำเพิ่มขึ้นมาอีก 1 ตัว ถ้าไป
ปีหน้าอาจจะคลอดลูกเพิ่มขึ้นมาอีกก็ได้ ) สนามบินมุมเดิมที่เคยถ่ายภาพไว้ก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม ยังมี
พิพิธภัณฑ์เกิดขึ้นมากมายหลายแห่ง และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือการนำเอาสื่อมัลติมีเดียมากมาย
เข้ามาประยุกต์ใช้ในการนำเสนอได้อย่างแนบเนียนกลมกลืนกับวัตถุสิ่งของ เกิดความเพลิดเพลินใน
การกดๆจิ้มๆจอทัชสกรีน การถอดๆสวมๆหูฟัง และการมองหาปุ่มต่างๆที่จะสามารถเล่นกับมันได้ว่าอยู่
ตรงไหนนะ มีอีกไหม กดไปแล้วจะมีอะไรเด้งดึ๋งไหม



สื่อมัลติมีเดียกับ Asian Civilisations Museum

ช่วงที่เราไปเป็นการจัดเสนอเรื่องราวของพุทธศาสนาในเอเชียชื่อ On the Nalanda Trail :Buddhism in Indai, China&Southeast Asia ดูชื่อเรื่อง ก็คิดอยู่ในใจว่าคงจะมีรูปปั้นพระพุทธรูปวางเต็ม
เรียงรายอยู่แน่ๆ เข้าไปจะเหมือนกับเข้าวัดแถวอยุธยาหรือเปล่าหนอ ไม่ค่อยอยากเข้าเท่าไหร่
เพราะต้องเสียค่าเข้าอีกคนละ 20 เหรียญสิงค์โปร์ (เอา 23 บาทคูณเข้าไป อึมส์ แพงแฮะ) แต่ที่นี่มี
รายการลดราคาสำหรับผู้สูงอายุเกิน 60 ปี และถ้าเวลา 1 ทุ่มไปแล้ว ตั๋วจะได้ ครึ่งราคา เราก็รอจน
ได้เวลา1 ทุ่ม เพื่อซื้อตั๋วลดราคา10$ sg (ทะเลเรียกพี่ พวกนี้เหยียบน้ำทะเลจืด เป็นส่วนใหญ่)

ส่วนผู้เฒ่าเกิน 60 ปี ครึ่งราคา 5$ sg ดีใจจังสตางค์ไม่ลด เราเดินขึ้นบันไดไปชั้นสองแล้วเลี้ยวเข้าไป
ประตูทางซ้ายมือก็พบกับเกริ่นนำในการแนะนำประเทศสิงคิโปร์ ผู้ค้นพบ การพัฒนาเมือง สิ่งละอัน
พันละน้อยเก็บมาเล่าทั้งหมดโดยมีหน้าจอทัชสกรีน และหูฟังให้เลือกกดฟังตมหัวข้อที่สนใจ
มีชุดทัชสกรีนในแต่ละหมวดหมู่จะมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กัน

เราสามารถชมพิพิธภัณฑ์ด้วยตนเองได้ โดยไม่ต้องอาศัยไกด์นำชมก็เข้าใจเป็นอย่างดี (ไม่ใช่รูปแบบ
เอาสิ่งของเก่าๆมาวางแล้วบอกว่าคืออะไรมาจากไหนอายุเท่าไหร่โดยไม่ได้บอกว่าเกี่ยวข้องกับเนื้อหา
อื่นๆของพิพิธภัณฑ์แต่อย่างใด) ภาพที่เห็น มีเป็ดยางโชว์ เป็นกิจกรรมทางน้ำที่มีการแข่งขันลอยเป็ด
กันในแม่น้ำ ภาพจำลองบ้านเรือนริมแม่น้ำ การพัฒนาเมืองในอนาคต มีบอกไว้ในบอร์ดจัดแสดงด้วย
เช่นกัน

ห้องประวัติศาสตร์สิงค์โปร์ มีสื่อมัลติมีเดียทุกหัวข้อ


จะเห็นเป็ดยางใส่แว่นสีเหลืองสด จัดแสดงภายในกล่องกระจก
มีจอทัสกรีนให้เลือกฟังในแต่ละเรื่องได้
 
 
 พิพิธภัณฑ์ในเมืองมะละกา

ถนนผู้ดีในช่วงตรุษจีน

ถนนสายนี้มี วัดแขกวัดจีนวัดฮินดู เรียงรายติดๆกัน

ถนน Jonker walk จัดงานฉลองเทศกาลตรุษจีน เวลาประมาณ 2 ทุ่ม มีผู้คนมาเที่ยวงานคับคั่ง

อาคารจัดแสดง หันหน้าออกสู่ทะเล ปีกซ้ายติดแม่น้ำ


ภาพจำลองเมือง และแม่น้ำบริเวณ ปากอ่าว

มีร้านอาหาร Indo China อยู่ปีกซ้ายอาคาร ไม่แน่ใจว่าการตกแต่งร้านแบบนี้มานานแล้วหรือว่า จัดเพื่อให้เข้ากับการแสดงที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์

 
หลังจากนั้นเราก็เข้าไปยังห้อง On the Nalanda Trai มีไกด์สาวดูเหมือนจะกำลังฝึกงาน ยืนดักรออยู่หน้าประตูเชิญชวนให้ใช้บริการนำชมเรารีบเซย์โนเพราะ
กะจะถ่ายภาพ และเดินไปตามที่สนใจ ไม่ค่อยชอบไปตามขั้นตอน คือมุ่งที่จะดูเทคนิค มากกว่าหาความรู้เรื่องศาสนา และยืนอยู่ที่ใดที่หนึ่งนานๆว่างั้นเหอะ
หรืออีกอย่างก็คือกลัวมองแต่ปากและแปลความหมายจนไม่ได้มองวัตถุสิ่งของ

ขออ่านเอาเองสเนทๆฟิชๆดีกว่า ห้องแรกที่เราเข้ามามืดมาก มีหนังสารคดีประกอบเพลง ฉายลงไปบนทางเดิน เราเอาเท้าไปเดินเหยียบเล่นได้ ส่วนมุมที่สอง
ฉายขึ้นบนหัว ต้องเงยหน้ามอง เป็นวีดีโอสั้นๆวนเวียนไปมาเหมือนกันจำไม่ได้ว่ามีอะไรบ้างเพราะ เดินมาอีกหน่อยก็มีอีกผนัง อันนี้ฉายเข้าข้างฝา เดินมา
หน่อยก็โผล่มาเข้าที่สว่างขึ้นอีกนิด
 
การจัดแสดงโชว์สิ่งของที่นี่ค่อนข้างจะมืด ประมาณการดูแล้วคงไม่เกิน 5 -10 แรงเทียน หลอดไฟที่ใช้เป็นหลอดเล็กๆเหมือนโคมไฟส่องเครื่องประดับติด
เรียงกันเป็นระยะ ตัวโคมเป็นสีดำ กลมกลืนกับตู้ที่จัดแสดง

________________________________________________________________________

 
การถ่ายภาพในพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑ์ทุกแห่งในสิงค์โปร์ ห้ามถ่ายวีดีโอเป็นอันขาด แต่การถ่ายภาพนั้นยกเว้นบางหมวดหมู่ให้
ถ่ายได้ แต่ห้ามใช้ไฟแฟลช และที่นี่ท่านสามารถถ่ายภาพได้โดยไม่ใช้แฟลช แล้วจะถ่ายกัน
อย่างไรถึงจะติดและภาพไม่สั่น

คนเราปกติจะถ่ายภาพได้นิ่งที่สปีดชัตเตอร์ 1/60s -1/125s ด้วยแสงขนาด 5 -10 แรงเทียนใน
แต่ละจุด จึงต้องตั้งหน้ากล้อง ที่ F 3.5 - Speed shutter 1/ 5s เทวดาหน้าไหนจะประคองกล้องได้
นิ่งขนาดนี้ มือต้องนิ่งจริงๆนะจะบอกให้ ถึงจะได้ภาพถ่ายที่ใช้งานได้ แต่ก็มีวิธีถ่าย(จนได้นั้นแหละ
ลำใยไปงั้นแหละ)

วิธีแรก ขอยืมบ่าของเพื่อนร่วมทาง วางตัวกล้องไว้ที่บ่า ให้กลั้นหายใจสักประเดี๋ยวขณะกดชัตเตอร์
แต่พอถ่ายหลายๆภาพเข้า เพื่อนท่านอาจสะอึก สมองขาดอากาศได้ หรือข้ามาคนเดียวจะเอาบ่า
ใครที่ไหนล่ะนี่ ไปหาวิธีที่สองเลยดีกว่า (ลำใยจริงๆ)

วิธีที่สอง นั่งลงกับพื้นห้อง ชันเข่าทั้งสองข้างขึ้น ใช้ข้อศอกวางบนเข่า แล้วกดชัตเตอร์ ภาพที่ได้
ชัดเจนดังรูป ใช้ถ่ายภาพมุมกว้าง ถ่ายให้เห็นบริเวณทั้งห้อง

วิธีที่สาม วัตถุที่อยู่บนโต๊ะ บนแท่น นั่งถ่ายภาพไม่ได้จะไม่เห็นรายละเอียด   เช่นภาพ
รอยพระพุทธบาทวางอยู่บนแท่นสูงใช้วิธีหลังพิงฝาผนัง ข้อศอกแนบชิดลำตัว มือจะนิ่ง(ฝึกบ่อยๆ)
กดกล้องลงเล็กน้อยมือซ้ายประคองเลนส์มือขวาจับตัวกล้องให้แน่นใช้ระยะซูมที่มุมกว้าง 18-35มม.
ก็จะได้ภาพที่ชัดเจนดังภาพ (วิธีนี้จะใช้มากที่สุด ควรฝึกถ่ายภาพด้วยวิธีนี้บ่อยๆ จะทำให้เกิดความ
ชำนาญ )

วิธีที่สี่
ภาพวัตถุอยู่ในตู้กระจก เอาตัวเลนส์พิงกระจกเล็กน้อย ข้อศอกแนบลำตัว กลั้นหายใจขณะกด
ชัตเตอร์ ไปๆมาจะบรรยายเรื่องการถ่ายภาพไปเสียแล้วทั้งๆที่ยังตื่นเต้นกับการกดปุ่มนั้นปุ่มนี่อยู่ดีๆ
ถือว่าแวะพักงัดฝีมือถ่ายภาพก่อนจะขึ้นสนิมแล้วกัน



การนำเสนอด้วยสื่อที่น่าสนใจในหมวดหมู่ผ้าไหมเอเชีย


มีหน้าจอทัสกรีน มีภาพ Portrait หน้าคนเต็มๆ วางเรียงกันในแต่ละหมวดหมู่ เวลาเดินผ่านเข้าไป
ใกล้ๆก็จะได้ยินเสียงฮัมเพลงพื้นเมืองบ้าง บางคนก็พูดแนะนำตัวเองบางคนก็เชิญชวนให้กดฟัง
วนเวียนไปมาอยู่อย่างนั้น

เราก็สนใจอยู่ใบหน้าหนึ่งที่บอกว่าเป็นคนลาว หล่อนบอกชื่อ บอกว่าอยู่บ้านไหน จังหวัดอะไร เรา
ก็จิ้มไปที่ใบหน้าเธอ เธอก็แนะนำตัวเอง เริ่มเล่าประวัติความเป็นมา ได้สักพักก็หยุดแล้วบอกให้สอด
การ์ดเข้าเครื่อง แหมก็นึกว่าจะได้ดูฟรี เห็นบางอันดูฟรี แต่มีหลายอันที่ไม่ฟรี เราต้องสอดการ์ด จึง
จะได้ดูต่อ อยากดูก็อยากหรอกแต่ money มันไม่พร้อมที่จะดูกับเรา ก็เลยเดินสังเกตดูพบว่าวีดีโอ
รายการที่น่าสนใจภาพเสียงคมชัดมาก จะต้องจ่ายเงินและที่แท่นวางจอก็จะแตกต่างจากเครื่องที่
ดูฟรี คือ จะมีช่องหยอดเหรียญ หรือสอดการ์ด เพิ่มขึ้นมา

เลยเดินผ่านไปกดดูรายการสารคดีผ้าไหม ที่หน้าจอทัสกรีนมีขึ้นมาให้เลือกว่า 1. ผ้าไหม Japan
กดปุ่มด้านซ้าย 2. ผ้าไหม Thailand กดปุ่มด้านขวา เลยจิ้มที่ Thailand ภาพวีดีโอขึ้นมาแตกเป็น
เม็ดๆ หาความคมชัดไม่ได้แต่เป็นภาพเคลื่อนไหว ที่เก่าแก่ เพลงไทยบรรเลงขึ้นมา ยายแก่ๆกำลัง
เลี้ยงไหม ในกระด้งเป็นชั้นๆ มีคำบรรยายเป็นภาษาอังกฤษสั้นๆได้ใจความ อยู่ด้านล่างตัวภาพ
ภาพเริ่มจากเลี้ยงไหม เอาไหมไปต้ม สาวไหม เข็นไหม ไปเรื่อยๆสั้นๆ เป็นขั้นตอน เรียงไปจนจบ
ที่ทอผ้าไหมและได้เป็นผ้าออกมาเป็นผืน ใช้เวลา ประมาณ 4 นาที เพลงไทยจบลงพอดีกับภาพ
เลือนหายไปแล้วเด้งกลับมาหน้าแรกให้เลือกเช่นเดิม

  

การนำสื่อมาประกอบในหมวดหมู่เครื่องประดับ

เครื่องประดับเป็นทองอร่ามตานี้อยู่ในตู้กระจก ส่องด้วยหลอดไปเล็กๆมืดๆมัวแต่เห็นทองชัดเจน
ห้อยอยู่ในจุดต่างๆ เมื่อ สังเกตดูด้านข้างตู้จะมีปุ่มเล็กๆเขียนไว้ว่ากด (press) พอกดดู ไฟสว่างขึ้น
ภาพ คนที่สวมเครื่องประดับโผล่ขึ้นมาซ้อนกับตำแหน่งที่สวมเครื่องประดับพอดี พอเอามือออกจาก
ปุ่มภาพคนก็หายไปเหลือแต่เครื่องประดับห้อยอยู่เหมือนเดิม อึมส์ ไอเดียนี้ก็เก๋ดีไม่น้อย( ดูภาพ
ประกอบ)

 

ตอนแรกเดินเข้าไปจะเห็นเครื่องประดับรอยอยู่ในตู้ พอกดปุ่มข้างตู้ ภาพคนสวมใส่ก็โผล่ขึ้นมาทำให้
เราทราบว่าเครื่องประดับแต่ละชิ้น ใช้ประกอบ เข้ากับเครื่องแต่งกายในลัก
ณะใด วางอยู่ที่ตำแหน่ง
ไหนของร่างกาย

นอกจากนั้นก็จะเข้าสู่บริเวณห้ามถ่ายภาพเด็ดขาด ก่อนเข้าห้องนี้ต้องฝากกล้อง ฝากกระเป๋าถือโทรศัพท์ทุกชนิด ไว้กับเจ้าหน้าที่เสียก่อน ห้องนี้มีเจ้าหน้าที่ยืนอยู่ทุกมุมห้อง เลยดูแบบผ่านๆเพราะมีจำนวนเยอะมาก ส่วนใหญ่จะเป็นพระพุทธรูปที่นำมาจากพิพิธภัณฑ์ในอินเดียบ้าง ในจีนบ้าง ทั่วเอเชียจริงๆ มิน่าถึงเข้มงวดเป็นพิเศษ ได้แต่ยืนชื่นชมควมงดงามของวัตถุและซาบซึ้งกับความเป็นพุทธศาสนิกชน ความยิ่งใหญ่และคำสอนต่างๆ ได้บรรยายกาศ มาก มีเสียงพระสวดมนต์คลอเบาๆไปตลอดการเดินชม ได้เวลา 2 ทุ่มครึ่ง เริ่มปวดขานิด ตกลงกันว่าพรุ่งนี้เราจะไปท่องพิพิธภัณฑ์แห่งชาติสิงคโปร์กัน (National museum of Singapore) ....
 
ถ่ายภาพด้วยกล้อง Nikon D40 – Shutter 1/6 –F 3.8 -
ISO 200 No Flash , No Tripod

 








ด้านล่างตรงขาตั้งมีที่เสียบการ์ดสำหรับชม





                    

                    อ่านต่อฉบับหน้า
 


LibrarianMagazine.com