
 |
ระบบเกียรติศักดิ์
(Honor System)
แต่โบราณนานมา
ถือกันว่า
การทำสงครามเป็นงานที่มีเกียรติ
ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์
การทำสงครามเป็นพระราชอำนาจ
อันเป็นเรื่องความเป็นความตายของชาติ
พระมหากษัตริย์จะทรงเรียกเกณฑ์ประชาราษฏร์เข้ามาเป็นทหาร
แล้วนำมาฝึกหัด
แต่งเป็นกองทัพ
ออกไปต่อต้านอริราชศัตรู
กองทหารเหล่านั้นจะถูกจัดเป็นหมวดหมู่
แต่งเครื่องแบบสีสันสดใส
ประดับธงทิวดูงามสง่า
โอ่อ่าสมพระเกียรติของจอมทัพ
ทหารทั้งหลาย
จะได้รับการฝึกหัด
ฝึกอบรมให้เป็นสุภาพบุรุษ
จนกลายเป็นค่านิยมแห่งความดี
ไม่มีคำว่า“ลอบกัด”
ในสารานุกรมของพวกเขา
แม้นยามที่จะประมือเข้าห้ำหั่นเอาชีวิตกันกับศัตรู
ก็มีธรรมเนียมที่จะถามชื่อแซ่กันก่อน
ดังปรากฏในพงศาวดารก่อนตั้งกรุงรัตนโกสินทร์
ในตอนที่ อะแซหวุ่นกี้
ขอดูตัวพระยาจักรี
ด้วยประจักษ์ในฝีมือการทำศึก
ยิ่งกว่านั้นยังมีทหารอีกพวกหนึ่ง
ที่ขึ้นชื่อลือเลื่องในความรักเกียรติ
คือนักรบซามูไรของญี่ปุ่น
ผู้ยึดมั่นในคติที่ว่า
“ตายเสียดีกว่าที่จะอยู่อย่างผู้แพ้”
ด้วยเหตุนั้น หากนักรบบูชิโดปราชัยในการศึก
หรือ ถูกหลู่เกียรติ
พวกเขาจะกระทำ
“ฮาราคีรี”
โดยใช้ดาบสั้นคว้านท้องตัวเองทันที
นั่นคือตัวอย่างของความหยิ่งทะนง
และการยึดมั่นในเกียรติศักดิ์ของทหาร
โรงเรียนนายร้อยเวสปอยต์
ของสหรัฐอเมริกา
ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. ๑๘๐๒
มีระบบเกียรติศักดิ์
(Honor System)
ที่ยึดถือสืบต่อกันมา
สุนทรพจน์ของนายพล ดักลาส
แม็กอาร์เธอร์
ที่กล่าวในวันสำเร็จการศึกษาของนักเรียนนายร้อยเวสท์ปอยต์
เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ค.ศ.
๑๙๖๒
ได้กลายเป็นอมตะวาจา
ที่ทหารทั้งหลายต้องจดจำ
นายพล แม็กอาร์เธอร์
กล่าวไว้ว่า
“พวกท่านคือ
มืออาชีพผู้ถืออาวุธ
ผู้มุ่งมาดปรารถนาในชัยชนะ
เจนจบในศาสตร์แห่งสงคราม
สำหรับพวกเราแล้ว
ไม่มีอะไรจะมาทดแทน ชัยชนะ
ได้ แต่ถ้าพวกท่านปราชัย
ชาติของเราก็จะย่อยยับ
มรดกแห่งความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่
ที่ตกมาถึงมือของพวกท่านนั้น
สรุปได้ด้วยถ้อยคำอันศักดิ์สิทธิ์
เพียง สามคำนั่นคือ
หน้าที่
เกียรติยศ และประเทศชาติ
(Duty, Honor, Country) “ |
เกียรติ
คือ
ภาษาของพวกเรา
เกียรติ
หมายถึง การยอมรับ ความนับถือ ความไว้เนื้อเชื่อใจ การไม่หวาดระแวง
การไม่ดูถูก การเห็นแก่หน้า
ความมีหน้ามีตา ชื่อเสียง
(ที่เกิดขึ้นโดย
คุณงามความดี
ความน่าภาคภูมิ
โดยหน้าที่หรือชาติตระกูล)
เกียรติ
คือ
ชีวิตที่สองของทหาร
เกียรติ
คือ
ภาษาของพวกเรา
เกียรติ
คือ ประตูสู่ ยศ ศักดิ์
“ทางไปสู่เกียรติศักดิ์
จักประดับด้วยดอกไม้..นั้นไม่มี”
หากปรารถนาจะได้รับเกียรติ
ต้องรู้จักการให้เกียรติแก่ผู้อื่นก่อน
เกียรติยศ
มิได้เกิดจากการอวดอ้างยกตน
แต่เกิดจากความเชื่อถือของผู้อื่น
“The
bravest is tenderest The
noblest is humblest”
(“ผู้กล้า
ต้องอ่อนโยน ผู้ดี ต้องถ่อมตน”)
เกียรติ
ของแต่ละคน
ถักทอรวมเป็นสายใยแห่ง
ความไว้เนื้อเชื่อใจ
(Mutual Trust)
ของหมู่คณะ
แล้วขยายกลายเป็นผืนเกราะแห่งศรัทธาของปวงประชา
“กองทัพ
คือ รากแก้วแห่งศรัทธา ของประชาชน”
นายทหาร
กับ
ความเป็นสุภาพบุรุษ
(Officer
and Gentleman)
นายทหาร
(Officer)
ต้องเป็น
สุภาพบุรุษ
(Gentleman)
เนื่องเพราะเป็นสิ่งที่ทหารทั้งหลายในโลกยึดถือ
จนกลายเป็นวัฒนธรรมของทหาร
ความเป็นสุภาพ
บุรุษ
จึงเป็นคุณสมบัติขั้นต่ำสุด
ที่สาธารณะชนคาดหวัง
ความเชื่อถือนี้
เกิดจากศรัทธาของประชาชน
ที่เห็นว่าทหารเป็นกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์
ความรักชาติ ความกล้า
หาญ ความจริงใจ
และจิตวิญญาณในการต่อสู้
พวกเขาจึงได้รับการยกย่องให้เป็น
ผู้มีที่เกียรติ
ที่ฝรั่งเรียกว่า
Man of
Honor
“การรับใช้ชาติ
เป็นความองอาจของลูกผู้ชาย”
“ความตายในสนามรบ
เป็นเกียรติของทหาร”
บันไดแห่งเกียรติยศขั้นแรกนั่นคือ
ความเป็นสุภาพบุรุษ
อันเป็นคุณธรรมของหมู่คนที่ยึดมั่นใน
ความจริง และความสัตย์
ทหารถูกสอนมาให้ ซื่อสัตย์ต่อตน
เองและหมู่คณะ
นั่นหมายความว่า พวกเขาจะยึดมั่นในความจริง
และความสัตย์
แสดงออกทางพฤติกรรมโดยมี มโนสุจริต
วาจาสุจริต และกายสุจริต
ถ้าทหารทุกคนยึด
มั่นได้ดั่งนี้
มาตรฐานทางจริยธรรมก็จะเป็นที่ยอมรับ
เป็นที่เชื่อถือศรัทธาจากประชาชน
กฎแห่งเกียรติยศ
(Honor
Code)
Honor
Code
เป็นรากฐานของจริยธรรม
และเป็นกลไกของการปลูกฝังอุดมการณ์
ของนักเรียนนายร้อยเวสปอยต์
ที่กลายเป็นแบบอย่างแก่โรงเรียนทหารทั่ว
โลก
พลเอก ปิยะ สุวรรณพิมพ์
ผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียมทหารท่านแรก
ได้นำมาใช้ปลูกฝังคุณธรรมพื้นฐานให้แก่
นักเรียนเตรียมทหาร ตั้งแต่ รุ่นที่ ๑
ศิษย์เก่าเตรียม
ทหารทุกคน ได้รู้จัก
ระบบเกียรติศักดิ์ ณ
ที่นั้นเป็นครั้งแรก
คำปฏิญาณของนักเรียนเตรียมทหารและนักเรียนนายร้อยทั้งสามเหล่าทัพ
ที่ปฏิญาณว่า
“เราจะไม่โกหก
ไม่โกง ไม่ขโมย
และจะไม่ยอมให้พวกเรากระทำเช่นนั้น”
นั่นคือ
กฎแห่งเกียรติยศ หรือ
หลักประพฤติพื้นฐาน
ที่จะอธิบายให้เข้าใจถึง
ระบบเกียรติศักดิ์
โดยย่นย่อได้เป็นอย่างดี
กฎแห่งเกียรติยศของเวสปอยต์
ไม่
เคยเปลี่ยน
และยังคงยืนยงอยู่เช่นนี้ตลอดไป
เพราะเป็นความรับผิดชอบของนักเรียนนายร้อยทุกคน
ที่จะต้องดำรงประเพณีสำคัญของเวสปอยต์นี้ไว้ให้ได้
เรื่องของเกียรติ
อยู่ในสายโลหิตที่หล่อเลี้ยงชีวิตของนักเรียนทหารทุกคน
เพราะเกียรติ
คือแก่นแกนของบุคลิกภาพ
และวิธีตัดสินตกลงใจของทหาร
เกียรติ
เป็นความดีงามที่ทำให้ทหาร
ซื่อสัตย์ จงรักภักดี, กล้าหาญ,
ไว้เนื้อเชื่อใจได้
แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่าก็เพราะ
เกียรติ เป็นแก่นแกนของการนับถือตนเอง
“หากพวกเขาไม่รู้จักที่จะนับถือตนเอง
แล้วใครเล่าจะนับถือพวกเขา”
“
เกียรติศักดิ์ รักของข้า มอบไว้แก่ตัว”
กฎแห่งเกียรติยศ
(Honor Code)
นี้บ่งบอกถึง ที่มา สปิริต และสารัตถะ
ของ ระบบเกียรติศักดิ์
ระบบเกียรติศักดิ์
ระบบเกียรติศักดิ์
เป็นรากฐานของงานการสร้างนักรบในอุดมคติ
การหลอมรวมหัวใจของชายชาติทหาร และ
การสร้างสุภาพบุรุษของสังคม
หัวใจของ
ระบบ
เกียรติศักดิ์ อยู่ที่
มโนสุจริต ความรักเกียรติ
ภารกิจของเวสปอยต์
คือการให้การศึกษาอบรม
แก่นักเรียนนายร้อยเวสปอยต์
เพื่อให้พวกเขามีคุณสมบัติ
(Character)
(อุปนิสัย จิตใจ
และบุคลิกภาพ)
ที่
เพียบพร้อมสำหรับการเป็นผู้นำกองทัพในอนาคต
ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากเวสปอยต์ (เวสปอยต์เตอร์)
จะมีคุณสมบัติของความเป็นผู้นำตลอดชีวิต
ระบบเกียรติศักดิ์ของเวสปอยต์
เป็นผลมาจากการพัฒนามายาว นาน
อย่างไรก็ตามงานการสร้างผู้นำทางทหาร
ให้มีคุณสมบัติที่โดดเด่นนั้น
มีอะไรที่มากกว่า
การฝึกทางทหารธรรมดา และ เหนือกว่า
การให้การศึกษาทางด้านพุทธิศึกษา
พลศึกษา และจริยศึกษา
ที่ส่วนมากจะใช้วิธีการอบรม พร่ำบ่น
สอนสอดแทรกคุณธรรม
เวสปอยต์
ก็ทำเช่นนั้น แต่ที่แตกต่างนั้น
อยู่ที่บรรยากาศของการศึกษา เวสปอยต์
มีตำนาน มีอนุสาวรีย์ของวีรบุรุษ
เป็นชุมชนของคนรักชาติ นอกจากนั้น
ผู้ให้
การอบรมทุกคนเคยผ่านกระบวนการหล่อหลอมนี้มาแล้ว
พวกเขาเชื่อมั่นในระบบฯนี้
จึงเป็นเบ้าหลอมอย่างดีที่ทำให้ผลผลิตออกมาเป็นพิมพ์เดียวกัน
โรงเรียนทหารทุกแห่ง
ต่างก็ให้ความสำคัญและจริงจังในการหล่อหลอมคุณธรรมของทหาร
หาใช่เพียงคิด ไม่เพียงแต่พูด
แต่พวกเขาพูดจริงทำจริง
และทำ
สำเร็จมาแล้วนับไม่ถ้วน
อีกประการคือ ห้วงเวลา สถาบัน
การศึกษาทั่วไปมีเวลาเพียงสี่หรือห้าปี
แต่ของโรงเรียนทหาร
สี่-ห้าปีนั้นเป็นเพียงก้าวแรกของชีวิตรับราชการ
เป้าหมายในชีวิตและธงนำก็ชัดเจน
กระบวนการกล่อมเกลานั้นจึงมากกว่าการหล่อหรือชุบ
แต่เป็นการหลอมจนเข้าเนื้อ
ผลผลิตของโรงเรียนทหารจึงไม่ใช่เหล็กหล่อ
แต่
เป็นเหล็กกล้า
ศาลเกียรติศักดิ์
(The
Honor Court)
จากคำปฏิญาณ
“เราจะไม่โกหก
ไม่โกง ไม่ขโมย
และจะไม่ยอมให้พวกเรากระทำเช่นนั้น”
ประโยคท้ายนั้น
บ่งถึงพันธะสัญญา
แสดงเจตจำนงมุ่งมั่นที่จะ
กระทำและหาทางไม่ให้พวกเขาละเมิดกฎแห่งเกียรติยศนั้น
จึงทำให้ต้องมี ศาลเกียรติศักดิ์
(The
Honor Court)
ขึ้นเป็นหลักของระบบฯ
ศาลเกียรติศักดิ์
มีหน้าที่พิจารณาการกระทำใด ๆ
ของนักเรียนนายทหาร ทีมีผลต่อ
เกียรติยศ
และเกียรติศักดิ์ของหมู่คณะ
ระบบเกียรติศักดิ์
มีจุดเริ่มต้นอยู่ที่
ใจ
อยู่ที่ ความรักในเกียรติของตนเอง
และความรักในเกียรติ
ของหมู่คณะ เมื่อมีใจเช่นนั้นแล้ว
ใช้ตรรกะ เหตุผล ผสมประสบการณ์
มาพิจารณา มีสติ
คุ้มครองการ
กระทำ
แต่หากเกิดผิดพลาดพลั้งเผลอ
ความรู้สึกผิดในใจของตนเอง
จะเป็นเครื่องเตือนให้เกิดความละอายต่อบาป
เช่นเดียวกับธรรมเนียมสงฆ์
ที่มีการปลงอาบัติ สำนึก
ผิด
แล้วตั้งใจจะไม่ทำอีก
ถ้าเป็นไปตามอุดมคติ
ศาลเกียรติศักดิ์ก็ไม่จำเป็นต้องลงโทษ
เพราะผู้กระทำความผิดจะเป็นผู้พิจารณาโทษและตัดสินความผิดของตนเอง
ส่วนอำนาจการลง
โทษ ตั้งแต่
การตัดคะแนนความประพฤติ ขึ้นไป
อยู่ในอำนาจของผู้บังคับบัญชา
ตามลำดับชั้น
ที่จะพิจารณาสั่งลงโทษตามแบบธรรมเนียมทหาร
และตามข้อเสนอแนะ
ของ ศาลเกียรติศักดิ์
ศาลเกียรติศักดิ์
เป็นเรื่องของนักเรียนฯ โดยเฉพาะ
วัตถุประสงค์เพื่อ ฝึกหัดปกครองกันเอง
ฝึกหัดไต่สวน พิจารณาคดีความ
และตัดสินลงโทษ
เพื่อให้นักเรียน
จะได้รู้จักการใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม
อย่างเป็นประชาธิปไตย
ภายใต้การกำกับดูแลของนายทหารปกครอง
ทั้งยังเป็นการป้องกันการใช้อำนาจอย่างศาลเตี้ย
ทางไปสู่เกียรติศักดิ์
บันไดขั้นแรกของการสร้างผู้นำ
เริ่มต้นจากการที่ ให้นักเรียนชั้น ๑
มีสิทธิ์เป็นศูนย์ นักเรียนทหาร
จะเรียนรู้วิธีการนำ
จากการเป็นผู้ตามที่ดีก่อน
พวกเขาจะได้
เรียนรู้ความยากลำบากที่จะปฏิบัติตามคำสั่ง
เมื่อถึงวันที่เขาได้เป็นผู้นำกองร้อย
เขาจะเข้าใจความรู้สึกของผู้ใต้บังคับบัญชาได้เป็นอย่างดี
กฎแห่งเกียรติยศข้อแรกนั้น
กระทำได้ยากที่สุด
นักปราชญ์กล่าวไว้ว่า
“คนเราโกหกตนเอง
มากกว่า ที่จะโกหกผู้อื่น”
เมื่อเริ่มต้น
นักเรียนอาวุโสจะสอนน้องใหม่
ให้ใส่ใจต่อคำพูด คำปฏิญาณ(ที่ว่าจะไม่โกหก)
บทเรียนแรกของการฝึกเป็นผู้นำ
จึงอยู่ที่ต้องระมัดระวังในคำพูดของตน
และควรมีชั้นเชิงในการใช้คำพูด
แต่เมื่อตก
ปากรับคำแล้ว
ต้องมีเจตนาที่จะกระทำตามที่ได้ลั่นวาจาไว้
ในสังคมของสุภาพบุรุษนักเรียนทหาร
จะไม่มีความหวาดระแวงกัน
ไม่ต้องคลางแคลงในเรื่อง
การรายงานเท็จ
การทุจริตในห้องสอบ
ไม่มีการเอาเปรียบ เอาตัวรอด
แสวหากำไร เพราะพวกเขาถูกสอนมาให้
สัตย์ซื่อ เสียสละเพื่อส่วนรวม
เพื่อประเทศชาติ
ผู้นำทางทหารที่ดี
จะเชื่อมั่นในทีมของเขา
ทุกคนจะรู้สึกภาคภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของทีม
ความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจนี้แหละ
คือจุดมุ่งหมายของ
ระบบเกียรติศักดิ์
ปีแรกนั้นเป็นปีแห่งการฝึกหนัก
ทุกข์ทรมาน ที่ทำเช่นนั้น
ก็เพื่อให้พวกเขา
รู้จักยอมรับในอำนาจของผู้บังคับบัญชา
แต่เมื่อผ่านมันมาได้
พวกเขาจะได้เรียนรู้ถึง
ความภาคภูมิใจ และความเชื่อมั่นในตนเอง
การฝึกแถวและสวนสนาม
ก็สอนให้รู้จักความอดทนแบบทหาร
ส่วนกีฬาหนัก ๆ ไม่ว่าจะเป็น รักบี้
ฟุตบอล ชกมวย
ก็สอนให้พวกเขารู้จักการวางแผนให้ได้ชัย
ชนะ
รู้จักการต่อสู้ในกฎเกณฑ์
แต่เมื่อการต่อสู้สิ้นสุด
ก็เป็นอันเลิกแล้วต่อกัน
เกมการฝึกทั้งหลายจะสอนให้พวกเขารู้จักการสู้ให้ได้มาซึ่งชัยชนะ
แต่ต้องเป็นชัยชนะอย่าง
ขาวสะอาด
ความเชื่อมั่น
นั่นคือคุณสมบัติที่จำเป็นของความเป็นผู้นำ
เพราะเมื่อพึ่งตนเองได้
ผู้ตามก็สามารถจะพึ่งพาได้
ผู้ที่ใจถึงพึ่งได้ ยอมได้รับเกียรติ
แล้วในที่สุด
เกียรติของพวกเขาที่สั่งสมกันมา
ก็จะกลายเป็นเกียรติของหมู่คณะ
เกียรติของสถาบัน
เกียรติศักดิ์ผู้ครองฟ้า
เด็กหนุ่มส่วนมากฝันที่จะได้เป็นนักบิน
จึงสมัครเข้ามาเป็นนักเรียนนายเรืออากาศ
(นนอ.)
เมื่อฝันแล้วก็ต้องสู้ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสเพียงใด
ขั้นแรก
คือการ
เผชิญกับสิ่งที่บรรพชนของกองทัพอากาศ
พระยาเฉลิมอากาศ ที่ท่านให้ไว้ “เคยแล้วสบาย”
หมายถึงเคยลำบาก เคยทุกข์ยาก
เคยท้อแท้ผิดหวัง
ถ้าฟันฝ่าผ่านมันมา
ได้
ต่อไปมันก็จะสบายเมื่อปลายมือ นนอ.ชั้นปีที่
๑ จะได้รับการฝึกอบรมให้รู้จัก
กฎระเบียบ เรียนเครียด ฝึกหนัก
กีฬาสาหัส
แต่เมื่อเขาผ่านกระบวนการเหล่านั้นมาได้
ก็
จะมาถึงวันแห่งความปลาบปลื้ม
วันที่พวกเขาได้รับกระบี่สั้น
นั้นหมาย ถึงการยอมรับของรุ่นพี่
ที่ให้เข้าเป็นสมาชิกแห่งทีมสปิริตผู้ครองฟ้า
โรงเรียนนายเรืออากาศ ถอดแบบพิมพ์นิยม
ระบบเกียรติศักดิ์นี้มาเต็มรูป
เรามีคำขวัญว่า
Smart
Academy
เพราะคำว่า
Smart
นั้นคือ
เอกลักษณ์ของนัก
เรียนทหารอยู่แล้ว สมาร์ทในภาษาอังกฤษแปลว่า ฉลาด
สมาร์ทในภาษาไทยแปลว่า เท่
สมาร์ทในภาษาทหารแปลว่า สง่า
ความสง่างามนั้นคือคุณสมบัติของผู้นำ
(ราชาเป็นสง่าแห่งแคว้น)
ส่วนคำว่า
Academy
นั้นไม่ใช่
University
แม้จะเรียนแบบอุดมศึกษา
บ่งบอกว่าเข้มข้นในการฝึกหัด
ลงมือปฏิบัติจริง
ความต้องการพิเศษของโรงเรียนนายเรืออากาศ
เหนือกว่าการผลิตบัณฑิตให้สำเร็จไปเป็นพลเมืองดีของประเทศ
เราต้องการนักรบเวหา
ที่สามารถครอง
เทคโนโลยีอันซับซ้อนและทันสมัยที่สุดได้
เราจึงให้ความ สำคัญแก่ สมอง
เพื่อที่พวกเขา
จะได้สามารถแก้ปัญหาเทคนิคที่ไม่มีใครจะแก้ได้
ระบบการซ่อมของเราจึง
ต้อง
ซ่อมทั้งร่างกาย
และสมองของนักเรียนด้วย
ระบบเกียรติศักดิ์ของโรงเรียนนายเรืออากาศ
ขับเน้น ด้วยการให้เกียรติ
ให้โอกาสแก่นักเรียนนายเรืออากาศ
สอนเขาอย่างผู้ใหญ่
ให้เขาได้มีโอกาสคิดเองทำ
เอง
ผู้บังคับบัญชาจะเล่นบทโค้ชและกองเชียร์
เมื่อบังเกิดผลสำเร็จ
นักเรียนจะภาคภูมิใจ
เพราะเป็นผลงานของเขาล้วน ๆ
นี่คือการให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางของกิจกรรม
ทั้งมวล
ความภาคภูมิใจเช่นนี้
นานวันเข้าจะกลายเป็น
ความภาคภูมิ
สง่างาม
แล้วจะ สมาร์ท
ความดีที่ทำได้ยาก
เกียรติประวัติกว่า ๕๔ ปี
ของโรงเรียนนายเรืออากาศ
ในฐานะเบ้าหลอมการสร้างนายทหารหลักให้แก่กองทัพอากาศ
นายทหารในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้า
อยู่หัวฯ
โรงเรียนนายเรืออากาศได้รับพระราชทานธงชัยเฉลิมพล
เป็นธงประจำโรงเรียน ที่ยอดธงนั้น
บรรจุเส้นพระเจ้า(เส้นพระเกศา)
เป็นเครื่องแสดงเกียรติยศสูงส่ง
ยิ่งกว่านั้น
กรมนักเรียนนายเรืออากาศ
เป็นหน่วยทหารที่ได้รับพระราชทานเกียรติยศอย่างสูง
ให้เป็น กรมทหารรักษาพระองค์
ทุกปีที่นักเรียนนายเรืออากาศสำเร็จการ
ศึกษา
จะได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ
พระราชทานปริญญาบัตรและกระบี่จากพระหัตถ์ของพระองค์เอง
เกียรติยศเหล่านั้น
ล้นเกล้าล้นกระหม่อม
เต็มเปี่ยมอยู่ใน
หัวใจของพวกเราทุกวันคืน
นับเป็นสิ่งเตือนใจให้ภาคภูมิและกำกับการกระทำ
ตามที่พวกเราได้ปฏิญาณสาบานตนไว้ว่า
จักรักษาไว้ด้วยชีวิต
นายทหารหลักที่สำเร็จจากโรงเรียนนายเรืออากาศ
จักต้องมีคุณสมบัติของผู้นำสูงกว่าผู้นำในอาชีพอื่น
ด้วยยึดมั่นในคุณธรรม
พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
เลือกที่จะกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง
แม้ยากลำบากเพียงใด มากกว่า
ความไม่ถูกต้อง ที่กระทำได้ง่ายดาย
ซึ่งหลวงวิจิตรวาทการท่านเรียกว่า
“ความดีที่ทำได้
ยาก”
สละประโยชน์สุขส่วนตนเพื่อครอบครัว
สละประโยชน์สุขครอบครัวเพื่อ
เอกราช
และราชบัลลังก์
เสียงามอย่าเสียศักดิ์ ศรีสวัสดิ์ เสียทรัพย์อย่าเสียอรรถ รอบรู้
เสียชีพอย่าเสียสัตย์ ธรรมะ
เสียชาติอย่าเสียสู้ สละชนม์ "ดุสิตสมิต”
พลอากาศโท
หม่อมหลวง สุปรีชา กมลาศน์
ผู้บัญชาการ
โรงเรียนนายเรืออากาศ มีนาคม ๒๕๕๐
 |