เรื่องเล่าจากอินเดีย
ตอน ๑ : เมืองบังกะลอ
โดย ปรียานุช
คลอวุฒิวัฒน์
เล่าเรื่องวิชาการเกี่ยวกับรัฐสภาอินเดียไปแล้วก็ดูจะวิชาการไปหน่อย
เลยได้รับคำ
ชวนให้เล่าถึงอินเดียในมุมอื่นๆให้ฟังบ้าง
ก็ต้องขอบอกเลยนะคะว่าเข้าทางคนเขียนจริงๆ
เรื่องนี้เล่าได้ยาวเป็นฉากๆเลยค่ะ
แม้จะผ่านไป 2
ปีแล้วจนต้องขออนุญาตว่าอาจมีภาค
ต่อเนื่องอีกนะคะ
มีทั้งเรื่องขัดใจต่างๆ
และเรื่องๆดีๆ
ที่ประทับใจมิรู้ลืม
แต่ต้องขอทำ
ความเข้าใจล่วงหน้าให้ท่านผู้อ่านทราบเป็นเบื้องต้นก่อนนะคะว่าที่จะเล่าต่อไปนี้ล้วน
แล้วแต่มาจากมุมมอง
ประสบการณ์
และความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้น
ซึ่งไม่
ใช่บทสรุปว่าทุกคนจะต้องเจอเหตุการณ์เดียวกันหรือเสมอไปนะคะ
หวังว่าถ้าท่านผู้อ่าน
มีประสบการณ์เป็นอย่างอื่น
คิดเห็นไม่ตรงกันคงให้อภัยนะคะ
เพราะเป็นที่รู้กันว่า มอง
ต่างมุมอยู่เสมอนั่นแหละค่ะ
ได้บอกแต่ต้นแล้วนะคะว่าได้รับคัดเลือกไปดูงานด้านรัฐสภากับทีมงานจากสำนักงาน
เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด
12 คน เป็นบรรณารักษ์ 1
เดียวเท่านั้นที่ติดกลุ่มไป
ด้วยแถมเป็นผู้หญิงที่สูงอายุสุดในทีม
เพราะฉะนั้นต้องทำตัวกระชากวัยตลอดเวลาจริงๆ
รอบนี้เลือกข้าราชการไปดูงานหลายประเทศ
แต่ทีมอินเดียที่ได้รับคัดเลือกไปนี้มีหลักว่า
ต้องการบุคลากรรุ่นเล็กอายุน้อย
ภาษาพอใช้ได้ไม่เป็นภาระแก่ท่านรองเลขาธิการฯมาก
เกินไป รู้ตัวกะทันหันสุดๆ
กว่าจะได้ไปรู้รายละเอียดก็ก่อนเดินทางไป
2 วัน
จริงๆแล้วก็ไปแบบวีไอพีนะคะเริ่มจากเมืองบังกะลอก่อน
ก่อนที่จะไปเดลลีและอักราต่อ
ไป
ช่วงที่ไปถือว่าเป็นช่วงสั่งลาดอนเมืองพอขึ้นเครื่องก็เจอปัญหาว่าเป็นข้าราชการชั้น
ผู้น้อยไปแบบประหยัดก็จะพบว่าแออัดไปด้วยแขกที่ลุกขึ้นมาคุยกันไม่ยอมนอน
เข้าห้อง
น้ำไม่ได้เพราะชายแขกแกยึด
ประกอบกับแอร์โฮสเตสเตือนว่าระวังนะคะชายเหล่านี้ชอบ
ฉวยโอกาส
เขาจะเอาพนักงานสวยๆไว้ First
Class เพราะจะปลอดภัยกว่า
เมืองแรกที่พวกเราไปดูงานก็คือบังกะลอค่ะใช้เวลาเดินทาง
2 ชั่วโมงไปถึงก็เกือบเที่ยง
คืน ฝนตกหนัก
คนอินเดียถือว่าเรามีบุญที่มาถึงฝนตกต้อนรับ
ที่นี่เด็กไทยมาเรียนเยอะ
เพราะเป็นเมืองไอทีของอินเดียค่ะ
แล้วก็มีแม่ค้าพาหุรัตขนของเมืองไทยไปขายเต็มเลย
ค่ะเขาก็เตือนคณะเราว่าลงเครื่องแล้วให้ระวังทุกฝีก้าวนะคะไม่เหมือนเมืองไทยนะโดย
เฉพาะหนังสือเดินทางและกระเป๋าให้เก็บให้ดีนะหายง่ายๆเลย
เมืองนี้เป็นเมืองไอทีก็จริงสนามบินเก่ามาก
แม้ว่าเราจะไปแบบวีไอพีแต่เจ้าหน้าที่ด่าน
ตรวจก็ยังกวนประสาทพวกเราทุกคนอยู่ดีค่ะไกด์ก็ปล่อยไม่ช่วยอะไร
เขาบอกว่าเจ้าหน้า
ที่พวกนี้ถ้ายิ่งเข้าช่วยกันจะยิ่งโดนแกล้ง
ยังไม่ทันไรเริ่มกลัวค่ะแต่ก็ทำใจดีสู้เสือวิ่งไปขึ้น
รถซึ่งภายนอกดูดีแต่ภายในรั่วค่ะ
ไกด์บอกว่านี่คือรถชั้นดี
เราก็โอเคนะคะคืนแรกเหนื่อยมากแต่ก็เริ่มสังเกตว่าหนุ่มอินเดีย
ตาหวานซะจริง !
เช้าวันใหม่เป็นวันอาทิตย์ค่ะยังทำอะไรเป็นทางการไม่ได้ก็ออกเที่ยว
คนที่นี่ตื่นกันสายค่ะ
จะเริ่มติดต่ออะไรได้ก็ประมาณ
10 โมงเช้า
แล้วทานข้าวกลางวันบ่าย 2 ค่ะ
รายการแรก
ไปวัดของฮินดูชื่อ Bull
Temple บูชาโคนันทิ
พาหนะของพระศิวะค่ะ
 |
ที่นี่นับถือพระศิวะ
พระพิฆเนศ และพระกฤษณะค่ะ
แม้จะเป็น
เมืองไอทีแต่ขณะเดียวกันผู้คนยังยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณี
โบราณเอาไว้อย่างแน่นหนา
เช่นยังมีการใช้พริกมะนาวแขวนหน้า
ร้านเรียกแขก
หรือโรยแป้งเป็นลวดลายหน้าบ้านเวลามีแขกมาบ้าน
โดยอาศัย
อุปกรณ์ที่เจาะรูไว้แล้วก่อนโรยแป้งที่พื้นค่ะ
พอแขกกลับเราก็
สามารถกวาดทิ้งได้ทันที
อันนี้เข้าใจคิดนะคะผักชีโรยหน้าของจริง
แค่กวาดเท่านั้นหายเกลี้ยงเลย
|
คนอินเดียทางใต้นี้จะมีน้ำใจมากกว่าอินเดียทางเหนือมาก
ไกด์เลยให้พวกเราซ้อมรับมือกับคน
เมืองนี้ไปก่อนค่ะ
เราก็เห็นว่าน่ารักดีค่ะ
แต่วันแรกก็กลุ้มใจกับการข้ามถนนแบบน่ากลัวสุดๆ
ท้าย
รถจะเขียนว่า Horn Please
กฎหมายเค้าบังคับให้บีบแตรใส่กันตลอดเวลา
ชนคนไม่บาปเหมือน
ชนวัวนะคะ
วันแรกหัวใจจะวายกับเสียงแตรลั่นถนนรวมทั้งข้ามถนนยากมากต้องข้ามเป็นแผงคิดในใจว่าจะ
รอดกลับเมืองไทยหรือเปล่าเนี่ย
พอออกจากวัดมาเจอเขาจัดงานแต่งแบบฮินดูก็อดเข้าร่วมงานไม่ได้ค่ะ
เขาพากันต้อนรับเราดีจริงๆ
ประทับใจมากค่ะ
หญิงสาวต้องเอาสินสอดมาขอฝ่ายชายนะคะแพงมากๆ
ถ้าหาไม่ได้ก็ต้องวิวาห์เหาะค่ะ
แต่นั่น
หมายถึงว่าชาวบ้านก็จะประณามพ่อแม่นะคะ
เรื่องวรรณะก็ยังเข้มข้นสำหรับที่นี่มาก
แต่ที่แย่กว่า
คือถ้าเกิดสาวต่างชาติเราไปปิ๊งหนุ่มอินเดียเข้าล่ะก็
ขอบอกต้องพากลับมาเมืองไทยอย่างเดียวค่ะ
เพราะถ้าคนเขาแต่งกับต่างชาติลูกที่ออกมาจะถือว่าต่ำกว่าจัณฑาล
น่าสงสารเด็กค่ะ
เจ้าสาวงานนี้เด็กมากๆ
แต่ญาติๆใจดีเอาขนมมาให้เรากิน
ไกด์บอกว่าอย่ากินเดี๋ยวต้องกลับไป
เมืองนี้ใหม่
จะว่าไปหนุ่มสาวเมืองนี้ก็หน้าตาดีนะคะเริ่มเปลี่ยนไป
หุ่นเหมือนฝรั่ง
ผอมสูง
หุ่นนายแบบ
(ไม่มีกลิ่นเครื่องเทศติดตัวแล้วค่ะ)
โดยเฉพาะพ่อค้าตามร้านขายของมียุทธวิธีการขายของแบบ
หนุ่มหล่อ 5 รุม 1
พวกหนุ่มๆจะยืนล้อมกรอบลูกค้าสาวแล้วจ้องตาด้วยสายตาที่บอกว่าคุณช่าง
สวยเหลือเกิน
! แบบว่าอาจทำให้ใจละลายได้
จนลูกค้าควักกระเป๋าซื้อของกันแทบไม่ทันบางทีก็มีการเป่ามนต์ว่าคาถาให้ลูกค้าจังงังกันด้วย
แหละค่ะ
ช่างมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมเสียจริง
เมืองนี้ไฮเทคสุดๆมีโรงงานต่อเครื่องบินด้วย
นักคอมพิวเตอร์ที่นี่ถือว่าอยู่ในระดับชั้นนำของโลก
ในเวลาเดียวกันก็ยังคงมีคงความเชื่อแบบโบราณไว้อย่างเหนียวแน่น
หลังจากนั้นก็แวะสวนพฤกษศาสตร์ที่เขาคุยนักหนาว่าจัดเทศกาลกุหลาบโลกมาแล้ว
แต่พวกเรา
ดูแล้วสวยสู้สวนสามพรานยังไม่ได้(ชาตินิยมและรักเมืองไทยชูชาติไทยค่ะ)
แต่ถึงอย่างเราก็ยัง
ประทับใจอาหารข้างทางของเขาที่ขายอยู่ในสวนอยู่ดีค่ะไม่ว่าจะเป็นน้ำมะม่วงแสนหวานดื่มแล้ว
ชื่นใจหรือข้าวโพดปิ้งวางลงไปบนถ่านกันเลยชุมเครื่องเทศซะเพียบแต่ก็อร่อยดีค่ะ
หรือจะเป็นถั่ว
คั่วนานาประเภทก็ดีคะ
และแล้วพอไกด์แขกสุดหล่อระอาพวกเราก็มักถูกไปปล่อยไว้ตามห้างเริ่มพบกับยุทธการการตุกติก
เล็กๆน้อยๆหรืออาจจะเป็นเพราะมีคนอีกกลุ่มที่ไม่ยอมรับเทคโนโลยีก็ไม่ทราบปวดหัวกับการคิด
เงินมากคิดเงินด้วยเครื่องคิดเลขก็คิดกันผิดๆถูกๆ
พอบางคนไปเรียกเงินคืนก็กินเวลาไปอีก
2
ชั่วโมงเดือดร้อนเราเลยไปที่อื่นต่อไม่ได้กันเลย
วันต่อมาเรามีคิวไปดูงานในเขต
Silicon Valley of India
และสถาบันการแพทย์ของศรีสัตยา
ไสบาบา (Sri Sathya Sai
Institute of Higher)ไม่ทราบเกิดอะไรขึ้นมันดันปิดพอดีเข้าไปไม่ได้
เลยให้เกาะรั้วดูแทน (เขาหวงกลัวเราเลียนแบบมั้ง)
ไกด์เล่าว่าหลังโรงพยาบาลเนี่ยคนจนจะเข้าคิวขายไตกันยาวมากๆเป็นวิธีหาเงินค่ะเพราะคนรวยก็
ดันรวยจัดไม่เผื่อแผ่ใครถือว่าช่วยไม่ได้เกิดมารวย
คนฐานะปานกลางไม่ค่อยเห็นค่ะ
ไอ้ที่จนก็ดัน
ยอมรับชะตากรรมเพราะถูกฝังหัวเรื่องวรรณะกันมาอย่างเหนียวแน่น
เช่นตำรวจที่วรรณะต่ำจะจับ
คนทำผิดกฎจราจรที่วรรณะสูงกว่าไม่ได้
คนทำงานดีๆส่วนใหญ่จะอยู่ในวรรณะพราหมณ์ค่ะ
รวมทั้งไกด์ของเราด้วยค่ะ
ถึงจะติดต่องานได้
ง่ายคนที่วรรณะต่ำกว่าจะไม่กล้าสบตาคนในวรรณะสูง
เดินก้มหน้างุดเลย
แต่เรื่องของแฟชั่นหนุ่มสาวอินเดียใช่ว่าจะยอมใครซะที่ไหน
ส่าหรีเอวต่ำมีให้เห็นกันตอนดึกๆค่ะ
น่ารักมากๆเพราะใส่โดยสาวหุ่นอ้อนแอ้นไม่เหมือนสาวแขกในอดีตซะแล้ว
หนุ่มๆในทีมเรามองกัน
น้ำลายหกเลย
พอดึกๆเข้าโรงแรมก็เปิดเคเบิลทีวีนางแบบอินเดียดูกันใหญ่ไม่เป็นอันทำอะไรกันแล้วค่ะหนุ่มไทย
ส่วนวัยรุ่นก็เริ่มใส่ชุดเลียนแบบตะวันตกคือกางเกงยีนส์เสื้อยืดค่ะ
ลืมเล่าไปค่ะห้างสรรพสินค้าที่นี่ก็ขายสินค้าแบรนด์เนมแบบเดียวกับห้างในเมืองไทยแต่คุณภาพ
สินค้าไม่ดีเท่าค่ะราคาพอใช้ได้นะคะ
ชื่อห้างก็คล้ายไทย เช่น
Central Bangalor และ Garuda
Mall (ครุฑ)
ที่นี่บูชาคุรฑเป็นเทพเจ้าค่ะ
เล่าไปเล่ามาชักจะยาวไปกันใหญ่แต่ขอปิดท้ายอีกนิดด้วยเหตุการณ์
ตื่นเต้นที่สนามบินบังกะลอเพราะเรากำลังจะเดินทางต่อไปนิวเดลลีค่ะ
กว่าจะได้ไปสนามบินก็มี
ปัญหาตั้งแต่ตอนสแกนกระเป๋าโดนค้นกันเป็นแถวปรากฎว่าเจอแต่ขนมกับมาม่า
ต่อมาก็เจอว่า
วีไอพีอินเดียมาสนามบินค่ะ
เขาปิดสนามบินให้วีไอพีลงเลยช้าไปครึ่งชั่วโมง
พอจะไปได้ก็มีปัญหาต่ออีกคือ
เครื่องบินของราชการของเขาเกิดโดนวางระเบิดก็เลยวุ่นวายกัน
ต้องปิดสนามบินกันอีกรอบกว่าจะไปได้ก็ช้าไปประมาณ
3 ชั่วโมงค่ะ
ช่วงนี้เราก็ฆ่าเวลาด้วยการ
โทรศัพท์กลับบ้านเป็นแถวแต่ก็มีปัญหาเรื่องค่าโทรศัพท์กันอีกรอบแต่ก็ขี้เกียจเถียงแขกแล้วล่ะค่ะ
เท่าไหร่ก็เท่านั้นแล้วค่ะ
สำหรับฉบับนี้คงพอแค่นี้ก่อนนะคะ
ถ้าใครชอบก็ติดตามอ่านเรื่องราวกันต่อได้
ฉบับหน้าค่ะ
 |