หนังสือเล่มโปรด สิงหา-กันยายน ๒๕๕๑

 
 



 

 
 
 
 













  


 



 







   
   

ศูนย์สี่หนึ่งหก


ดาริกามณี

ฝักบัวหลวงแห้งสีน้ำตาลหม่นเสียบอยู่ในก้านยาวของสายบัวแห้งยาวราวครึ่งเมตร ปักอยู่ในแจกันไม้
ไผ่ลำขนาดท่อนแขน ปลายด้านหนึ่งผ่าสี่ซีกถึงปล้องกลางขัดกันไว้ด้วยไม้ไผ่เหลาท่อนเล็กเท่านิ้วก้อย
เป็นขาตั้ง คู่กับดอกบัวแห้ง
เป็นใบลานแห้งสีขาว น้ำมันหอมกลิ่นยูคาลิปตัสกรุ่นกำจาย

ผมนั่งมองอย่างชื่นชมราวกับว่านั่นคือศิลปะล้ำเลิศจากฝีมือประติมากรเอกของโลก ผมไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่ม
แอลกอฮอล์ทุกชนิด ไม่มีมิตรสหายคนสนิทในที่ทำงาน ผมชอบเดินก้มหน้า นับก้าวการเดินของตัวเอง จาก
ห้องสมุดเดินไปสำนักงานกลาง หนึ่งพันสามร้อยห้าสิบก้าว (1,350) ไปโรงอาหารหนึ่งพันสิบก้าว (1,010)
 
และเมื่อถูกถามว่ากำลังจะไปไหน ผมมักตอบว่า ไปเดินเล่น ทั้งที่เป็นเวลางาน ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วผม
กำลังไปไหน บางครั้งอาจกำลังไปประชุม บางทีอาจกำลังไปติดต่อกับอีกแผนกหนึ่ง – ขณะอยู่ในเวลางานผม
ไม่เคยไปเดินเล่นจริงๆ สักครั้ง

ผู้คนทึกทักกันเองว่าผมเป็นคนไร้มนุษยสัมพันธ์ นั่นเพราะโลกของผมสวยงามพอแล้ว ผมรักในงานที่ทำ
ห้องสมุดเล็กๆ ที่ผมมักเรียกมันว่า วันเดอร์แลนด์ไลบรารี่ ผมเป็นบรรณารักษ์คนเดียวของที่นี่ หน้าที่หลักคือ
งานบริการและงานเทคนิคห้องสมุด

ห้องสมุดแห่งนี้ไม่มีวารสาร นิตยสาร ไม่มีซีดี-รอม คอมพิวเตอร์สำหรับสืบค้น ไม่มีไมโครฟิล์ม ไมโครฟิช
เทปคาสเส็ต มัลติมีเดียซีดี สไลด์ แผนที่ หรือแม้แต่หนังสือพิมพ์ สามทางที่จะค้นหนังสือในห้องสมุด หนึ่ง ค้น
จากตู้บัตรรายการซึ่งเป็นตู้ไม้ ขนาดบัตร 4x6 นิ้ว สอง เดินหาด้วยตัวเองจากชั้นหนังสือร่วมร้อย และสุดท้าย
คือถามบรรณารักษ์ ซึ่งผู้ใช้บริการเกือบทุกคนมักใช้ตัวเลือกหลังสุด

“วันเดอร์แลนด์ไลบรารี่” เป็นห้องสมุดที่มีหนังสือสองหมื่นเจ็ดพันเล่ม (27,000)
ฝักของบัวหลวงก้านนั้นผม
เดินลุยน้ำในบ่อข้างห้องสมุดลงไปเก็บมันขึ้นมา ซึ่งนอกจากบ่อน้ำที่ถูกปูเต็มด้วยใบและดอกของบัวสีขาวแล้ว
อีกด้านหนึ่งยังเป็นแม่น้ำสายเล็กๆ ที่ไหลเอื่อยช้า แต่ใสจนแลเห็นถึงก้นน้ำ ข้างแม่น้ำเป็นกอสละสูงท่วมหัวที่
ไม่ออกผล ส่วนใบลานนั้นเป็นเศษใบไม้ที่ใครสักคนทำหล่นไว้บนทางเดินที่ปูด้วยก้อนหินแม่น้ำจากห้องสมุด
ไปสู่ประตูสำนักงานใหญ่ที่ไกลถึงเกือบกิโลเมตร
 
ผมอ่านหนังสือในห้องสมุดเพียงหนึ่งในเจ็ดของทั้งหมด ผมจะอ่านให้จบเล่มหนึ่งแล้วจึงอ่านเล่มถัดกันบนชั้น
หนังสือ เล่มที่ยังอ่านไม่จบนั้นไม่มีที่คั่นหนังสือแต่อย่างใด เพราะผมจำเลขหน้าสุดท้ายที่อ่านค้างไว้ ผมเริ่ม
ต้นอ่านหนังสือในหมวดหมู่เก้าร้อย (900) เล่มล่าสุดคือ ประเทศไทยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หน้าสามร้อย
เจ็ดสิบ (370)

เธอเป็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งในจำนวนเจ้าหน้าที่หนึ่งพันสองร้อย (1,200) คนของหน่วยงาน เธอเป็นพนักงานที่ผม
ไม่รู้ระดับ พนักงานทุกคนไม่มีระดับ ทุกคนมีเพียงตัวเลขสี่ตัวเพื่อยืนยันสถานะ รหัสของเธอคือ แปดศูนย์สอง
ศูนย์ ไม่ใช่แปดพันยี่สิบ แต่เป็นแปดสิบยี่สิบ (8020)

“สวัสดี ศูนย์สี่หนึ่งหก (0416) ฉันเอาประเทศรัสเซียมาคืน” นั่นคือเลขรหัสของผม เธอยิ้มให้ วางหนังสือทั้ง
หมดลงบนเคาน์เตอร์ยืม-คืน วรรณกรรมรัสเซียทั้งที่เป็นรัสเซียและที่ยังเป็นโซเวียต ฉบับแปลภาษาอังกฤษ
และภาษาไทยนับสิบเล่มไล่เรียงนับแต่ ลีโอ ตอลสตอย - แม็กซิม กอร์กี้ - แอนเดร พลาโทนอฟ - ฟีโอดอร์
ดอสโตเยฟสกี - อีวาน บูนิน - อันตัน เชคอฟ - ลีโอนิค เพอโวมายสกี - อเล็กซานเดอร์ ฟาเดเยฟ และคน
อื่นๆ อีกสองสามคน รวมหนังสือหลายสิบเล่ม เธอมักยืมหนังสือวรรณกรรม โดยยึดเอาเชื้อชาติของผู้เขียน
ไม่ใช่ชื่อเรื่อง หรือชื่อผู้แต่ง

“จะอ่านญี่ปุ่น” ผมไม่พูดจา แต่เดินไปที่ชั้นหนังสือไล่นิ้วหยิบบนชั้นมาให้ ครึ่งหนึ่งนั้นเป็นของนักเขียนชื่อ
มุราคามิ ฮารุกิ เกือบทุกเล่ม Dance Dance Dance, Hear the Wind Sing, Pinball, Norwegian Wood, A
Wild Sheep Chase, Hard boiled Wonderland, Sputnik Sweet heart, After the quake, South of the
 border –west of the sun, The wind-up Bird chronicle, The Elephant Vanishes และ Kafka on the
shore ที่นี่จัดหมวดหมู่หนังสือด้วยระบบทศนิยมของดิวอี้ วรรณกรรมทั้งสิ้นอยู่ที่หมวดหมู่แปดเก้าศูนย์(890)
โดยแบ่งย่อยตามเลขของภาษาและภูมิศาสตร์อีกครั้ง เช่นวรรณกรรมไทยคือแปดเก้าห้าจุดเก้าหนึ่งสาม
(895.913) ไม่ให้เลขหมู่ว่า นว. (นวนิยาย)
 
ผมไม่รู้จักเธอ และจะไม่รู้จักถ้าหากฝนไม่ตกลงมาและดอกบัวในสระหุบกลีบหลบฝน สายฝนที่หล่นจากเมฆ
ก้อนอ้วนกำลังสาดสายลงมาราวกับว่าถูกใครเจาะเป็นรูพรุน

“โลกของมุราคามิ กับโลกของพวกเราอาจแตกต่างกันบ้างแต่คู่ขนานกันไป ถ้าหลุดเข้าไปในโลกของเขาแล้ว
อย่าลืมกลับออกมานะ”

“อย่างนั้นเลยหรือ ชักน่าสนใจ”
 
“ผมเคยเข้าใจว่าตัวเองเป็นตัวละครใน คาฟกา ออนเดอะฌอร์ เพราะตัวละครเอกใช้ชีวิตในห้องสมุด”

“น่าสนุกดีนะคะ ได้อ่านหนังสือทั้งวัน”

“ถ้าได้อ่านเล่มที่ชอบก็จะสนุก แต่โดยหน้าที่ ผมจำเป็นต้องอ่านทุกเล่มถึงแม้จะรู้สึกเหมือนกำลังกลืนยาขมลง
คอไปก็ตาม”

สายฝนที่เริ่มเปาะแปะ และเทลงมาอย่างรวดเร็วในไม่ช้า

“แย่จัง ฉันจะกลับยังไงเนี่ย หนังสือต้องเปียกฝนแน่ๆ”

“รอให้ฝนหยุดค่อยกลับ”

“แต่ฉันจะไปไม่ทันรถรับ-ส่ง” ผมนิ่งเงียบ รอการตัดสินใจของเธอ อึดใจเดียวเธอจึงเอ่ยปาก

“ช่างเถอะ ฉันกลับแท็กซี่ก็ได้” และนั่นเองคือจุดเริ่มต้นแห่งการก่อร่างสร้างตัวของมิตรภาพระหว่าง ศูนย์สี่
หนึ่งหก (0416) กับแปดสิบยี่สิบ (8020)
 
“ผมจะพาคุณเดินดูหนังสือแต่ละชั้น คราวต่อไป คุณจะเพลินกับการได้เลือกหนังสือด้วยตัวเอง”

“ตรงนี้เป็นประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์หมวดเก้าร้อย เล่มนี้ ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วเล่มนี้
สยามประเทศ ส่วนเล่มนี้น่าสนใจมาก จดหมายเหตุลาลูแบร์ คุณจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์แบบไม่น่าเบื่อจาก
หนังสือเหล่านี้ และหากคุณต้องการหาวรรณกรรมประเทศต่างๆ จะอยู่ตรงนี้ ในหมวดหมู่ของวรรณกรรมจะไม่
ได้เรียงตามประเทศแต่เรียงตามอักษรผู้แต่ง ดังนั้น มุราคามิ กับ แม็กซิม อาจจะอยู่ใกล้กัน คุณสนใจพุทธ
ศาสนาไหม เล่มใหม่ของที่นี่เป็นหนังสือชุดหนึ่งร้อยปีพุทธทาสภิกขุ”

“อืมม์ คุณจำได้ทุกเล่มไหม ว่าเล่มไหนต้องอยู่ตรงไหน”

“เกือบทุกเล่ม จากเลขเรียกหนังสือในเล่ม จะมีเลขทะเบียนซึ่งบอกจำนวนหนังสือในห้องสมุด เลขหมู่หนังสือ
ซึ่งจะบอกว่าหนังสือเล่มนั้นจะถูกจัดวางไว้ตรงไหนของห้องสมุด และเลขฉบับ จะบอกว่าในห้องสมุดมีหนังสือ
ชื่อเดียวกันกี่ก๊อบปี้ และเลขอื่นๆ เป็นสัญลักษณ์สำหรับบรรณารักษ์ในการจัดการกับหนังสือ”
 
“ฉันไม่เคยรู้ ทุกครั้งที่เข้าห้องสมุด ก็ต้องเดินไปหาบรรณารักษ์”

“ใครๆ ก็มักทำอย่างนั้น”

“คราวหลังฉันจะหาหนังสือเองบ้าง”

“ถ้าไม่เจอแล้วค่อยเดินมาถาม” สายฝนเป็นใจ เวลาล่วงไปค่อนค่ำ เธอยังกลับไม่ได้ หน่วยรักษาความ
ปลอดภัยเริ่มเปิดไฟทางเดิน ไฟระหว่างอาคาร และเดินสำรวจความปลอดภัยในชุดกันฝน พวกเขาเดินมาจน
ถึงห้องสมุด

“ได้เวลาปิดแล้วครับผม” สามเจ็ดหกหก (3766) เป็นชื่อของเขา เราต้องทำตาม เพราะหน่วยรักษาความ
ปลอดภัยมีอำนาจสูงส่ง มีสิทธิ์ออกคำสั่งได้กับทุกคนเสมือนพนักงานทุกคนเป็นมดตัวเล็กๆ ที่พวกเขาจะบี้บด
ให้เหลือเพียงซากปลิวหายไปในลมก็ย่อมทำได้ พนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นหน้าที่เดียวที่มีระดับ แต่
กระนั้นก็ดี ผมก็ยังไม่อาจรู้ได้ว่าสามเจ็ดหกหก (3766) เป็นหัวหน้าหรือเป็นรองหัวหน้าหน่วยรักษาความ
ปลอดภัย

“ไปที่ห้องพักของผมไหม เดินจากที่นี่สี่พันสองร้อยก้าว” (4,200) เธอทำหน้าแปลกใจ ผมไม่แน่ใจว่าสำหรับ
เธอแล้ว มันไกลไปหรือเปล่า หนังสือยังวางอยู่ที่ห้องสมุด เราไม่อาจทำใจได้หากมันต้องเปียกฝนและพอง
เป็นสองเท่าเมื่อมันแห้งลง ผมพาเธอเดินตากฝนมายังห้องพักซึ่งอยู่ที่ชั้นสิบแปด (18) ของอพาร์ทเมนต์


นกตัวนั้นนิ่งสนิทที่มุมหนึ่งของห้อง มันเป็นนกตัวเดียวกับเมื่อเช้าที่ทะเล่อทะล่าบินเข้ามาในห้องแล้วหา
ทางออกไม่ได้ ทั้งๆ ที่ผมเปิดประตูหลังให้มันบินออกไป ทางเดิมที่มันบินเข้ามานั่นเองแหละ ประตูขนาด 1x 2
เมตร กว้างมากพอสำหรับนกตัวเล็กๆ ผมก้มหยิบมันไว้ในอุ้งมือ มันไม่บินหนี อาจเพราะมันบินทั้งวันแล้ว เรี่ยว
แรงทั้งหมดของนกตัวเล็กๆ คงหมดไปตั้งแต่กลางวัน

“คุณจะปล่อยมันออกไปหรือ”

“ปล่อยออกไป มันจะเป็นเหยื่อของแมว เพราะมันยังไม่มีแรงพอจะบินหนี” ผมนั่งมอง มันนอนนิ่งไม่ไหวติง
ความเงียบเป็นเพื่อนเรา เสียงของลมหายใจเท่านั้นที่ได้ยิน

“คุณทำอะไรในวันหยุดคะ” เธอตั้งคำถาม เมื่อความเงียบเดินเล่นนานเกินไป

“ดูหนัง อ่านหนังสือ เขียนเรื่องสั้น ไปโรงเรียนคนตาบอด”

“คุณเป็นอาสาสมัครของที่นั่นเหรอคะ”

“เป็น แต่ไม่ได้เป็นประโยชน์กับใครนัก ผมมักไปนั่งอยู่เป็นเพื่อนเด็กๆ มากกว่าที่จะสอนการบ้านหรืออ่าน
หนังสือให้ฟัง นอกจากอยากจะเล่า ผมจะนึกถึงหนังสือเล่มล่าสุดที่อ่านและเล่าเรื่องในนั้นให้เด็กบางคนฟัง
เด็กที่ชอบวิชาประวัติศาสตร์ไทยเพิ่งจบมัธยมปลายและไปเรียนต่อที่จังหวัดอื่นแล้ว”
 
“ชีวิตคุณดูไม่ค่อยมีเรื่องตื่นเต้นนะคะ”

“ระยะหลังนี้ผมจะใช้ชีวิตในแบบที่จำเจมากขึ้น เช้าไปทำงาน เลิกงาน กด Pause ให้กับเครื่องยนต์ชีวิต ไม่จำ
เป็นจะไม่คิด ไม่พยายามคิด เพราะหลังจาก 17.00 คือเวลาคิดเรื่องอื่น คลับคล้ายจะทำตัวเหมือนหุ่นยนต์เข้า
ไปทุกที เสาร์ อาทิตย์ มีเพียงบางสัปดาห์เท่านั้นที่ไปโรงเรียนคนตาบอด ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ไปทุกสัปดาห์
ไม่ใช่ระยะทางที่ไกลขึ้น แต่เพราะอยู่ติดบ้านมากขึ้น”

“แล้วระยะแรกของคุณเป็นยังไงเหรอคะ”

“มีคนรัก แล้วเธอก็จากไป”

“ทำไมเธอถึงจากไป”
 
“เธอบอกว่า ผมเป็นสิ่งมีชีวิตที่เข้าใจยากที่สุดในโลก อันที่จริงมันเป็นข้ออ้างที่ผมไม่มีทางอธิบายได้มากกว่า

" สิ่งมีชีวิตที่เข้าใจยากที่สุดในโลกคืออะไร คุณอธิบายได้บ้างไหม”

“ไม่รู้สิคะ ฉันไม่เคยคิดจะทำความเข้าใจกับสิ่งที่เข้าใจยากเกินความสามารถของตัวเอง”

“นั่นแหละคำตอบ... เธอไม่คิดจะเข้าใจผมต่างหาก”

“แล้วเธอก็จากคุณไป”

“ใช่ แล้วเธอก็จากผมไป กาแฟหน่อยไหม มันจะช่วยให้อุ่นขึ้น” เสื้อผ้าเธอเปียกชื้น และมันยังเปียกอยู่ เธอไม่
คิดจะเปลี่ยนชุด เพราะผมเองก็ไม่มีชุดให้เธอเปลี่ยน เราอยู่ในสภาพเดียวกัน เสื้อผ้าชื้นฝน หนาวเย็น แต่ไม่มี
ใครปริปาก

“ดีเหมือนกัน คุณจะลำบากใจไหมถ้าฉันจะถามเรื่องความรักของคุณ”

“ไม่เลย ยินดี ไม่มีใครถามผมเรื่องนี้มานานแล้ว”

“ทำไมคุณรักเธอ”

“เธอเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในชีวิตผม เธอทำให้ผมรู้สึกมือสั่นขณะที่กดเบอร์โทรศัพท์ไปหาเธอ และหัวใจเต้นแรง
ทุกครั้งที่เจอหน้า ผมรู้เลยว่าเธอคือคนที่ผมจะต้องร่วมใช้ชีวิตไปด้วยกัน”

“น่าเศร้าใจกับความรักที่ไม่สมหวัง”

“ใช่ มันน่าเศร้าเกินกว่าที่จะทำใจได้ในเวลาอันแสนสั้น”

“ฉันเดาว่าเธอเก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋าและไปกับผู้ชายอีกคนที่รออยู่ในรถยุโรปราคาแพง”

“เปล่า...เธอตกจากชั้นสิบแปด จากตรงนี้ระเบียงนี่”


และในเช้าของวันถัดมาหนังสือในหมวดแปดเก้าห้าจุดหก (895.6) “ญี่ปุ่น” ยังวางอยู่ที่เดิมของมัน ไม่มีแม้เงา
ของแปดสิบยี่สิบ เธอไม่ได้ไปที่ห้องสมุดอีกเลยนับแต่นั้น เธอยังเป็นพนักงานในจำนวนหนึ่งพันสองร้อยคน
ขององค์กร เพียงแต่เธอไม่อยากเป็นคนที่ตกจากระเบียงชั้นสิบแปด.../

 

 

  

 


LibrarianMagazine.com