
|
จากประสบการณ์การฝึกงานนักศึกษา
โดย รุ้งทิพย์ ห่อวโนทยาน
ห้องสมุดกลุ่มแพทย์ธรรมศาสตร์ |
.................................................................................................................................................................................................................................
ข้อเขียนนี้เป็นความคิดเห็นและแนวคิดที่ได้จากประสบการณ์การฝึกงานนักศึกษา
ในที่นี้กล่าวเฉพาะการฝึกงานนักศึกษาวิชาบรรณารักษศาสตร์
สารนิเทศศาสตร์ และหรือ เทคโนโลยีสารสนเทศ
ความสำคัญของการฝึกงาน
บรรณารักษศาสตร์ สารนิเทศศาสตร์ นับเป็นวิชาชีพ
การฝึกงานเป็นกระบวนการเรียนรู้
นำทฤษฏีหรือความรู้ที่ได้รับจากกการศึกษาในชั้นเรียนมา
ใช้ปฏิบัติจริง
นอกจากการฝึกงานแล้วในการเรียนของหลายวิชาก่อนการฝึกงานนั้นจะมีชั่วโมงการฝึกปฏิบัติ
และ / หรืออาจารย์ผู้สอนจะให้แบบ
ฝึกหัดในแง่การปฏิบัติมากมาย
สำหรับการฝึกงานั้นจะเป็นการปฏิบัติงานในสถานประกอบการจริง ได้แก่
ห้องสมุด ศูนย์สารสนเทศ หรือหน่วยงานที่มีบทบาทดังกล่าวแต่ใช้ชื่อ
เรียกหลากหลาย
นักศึกษาผู้ฝึกงานจะได้ประสบการณ์การทำงานจริงที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
แต่การได้ฝึก และได้ความรู้ / ประสบการณ์จากการ
ฝึกย่อมขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง
หน่วยงานที่ทำหน้าที่ฝึก
ภายในสถาบัน
ในฐานะที่ผู้เขียนทำงานในห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาตั้งแต่จบจนปัจจุบัน
บทบาทหน้าที่ที่สำคัญประการหนึ่งของห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา
โดยเฉพาะสถาบันอุดมศึกษาที่มีการเรียนการสอนวิชาบรรณารักษศาสตร์ และ /
หรือสารนิเทศศาสตร์ คือ เป็นหน่วยงานรับฝึกงานนักศึกษา
ทั่วไปนักศึกษาจะฝึกงาน 2 ครั้ง ดังนั้น
การฝึกงานครั้งแรกจะเริ่มที่ห้องสมุดของสถาบันอุดมศึกษาแห่งนั้น
แต่มีบางสถาบันซึ่งมีการฝึกงานเพียง
1 ครั้ง ดังนั้น
อาจจะมีการกำหนดชั่วโมงที่ให้นักศึกษาทำงานในห้องสมุดเพื่อเพิ่มประสบการณ์ก่อนออกไปฝึกงาน
ณ สถานประกอบการภายนอก
ภายนอกสถาบัน
สถานประกอบการที่รับนักศึกษาฝึกงานมีมากมาย หลากหลายประเภท
และหลากหลายสาขาวิชา ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าโอกาสที่นักศึกษา
ผู้ฝึกจะเป็นผู้เลือกสถานประกอบการ มีเท่า ๆ
กับโอกาสที่สถานประกอบการจะเลือกรับนักศึกษาฝึกงาน
แน่นอนว่าสถานประกอบการหลาย
แห่งจะเป็นเป้าหมายหลักที่รับฝึกงานกันเป็นประจำ
ประกอบกับมีสถานประกอบการหลายแห่งมีค่าตอบแทนให้นักศึกษาฝีกงาน และ /
หรือมี
สวัสดิการต่างๆ เช่น ที่พัก รถสวัสดิการ เป็นต้น
ซึ่งเป็นปัจจัยทำให้นักศึกษาเลือกเข้ารับการฝึกงานด้วย
จากประสบการณ์ส่วนตัว
ที่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับนักศึกษาและอาจารย์ที่ทำหน้าที่ดูแลการฝึกงาน
ส่วนใหญ่จะเลือกฝึกงาน ณ ห้องสมุดของสถานประกอบการที่เป็น
องค์กรใหญ่ ด้วยความเชื่อว่าจะได้ฝึกงานหลากหลาย
ไม่ค่อยเลือกฝึกงานในห้องสมุดหรือศูนย์สารนิเทศด้านวิทยาศาสตร์
โดยเฉพาะทางการ
แพทย์ด้วยเหตุที่รู้สึกว่าตนเองคุ้นเคยกับสาขาวิชาสังคมศาสตร์
ไม่ค้นเคยไม่มีพื้นฐานความรู้สาขาวิชาดังกล่าว
มีจะบ้างที่มีมองต่างมุมว่าจะ
ขอฝึกเพื่อมีประสบการณ์ในสาขาวิชาที่ต่างไป
สถาบันการศึกษาที่ส่งนักศึกษาฝึกงาน จะมีระบบที่ติดต่อประสานงาน /
รวบรวมแหล่งฝึกงานให้นักศึกษาเลือก หรือ อาจารย์เลือกให้โดย
พิจารณาว่าเหมาะสมกับนักศึกษา
และหลายแห่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาเลือกสถานที่ฝึกงานโดยผ่านการเห็นชอบของอาจารย์ด้วย
การติดต่อขอเข้าฝึกงานตามสถานประกอบการต่าง ๆ จะติดต่อล่วงหน้าประมาณ 1
ภาคการศึกษา หรืออย่างน้อย 1 เดือน ผู้เขียนคาดว่าสถาบัน
การศึกษาที่ส่งนักศึกษาฝึกงาน และ / หรือ
ตัวนักศึกษาฝึกงานเองคงได้ศึกษาหาข้อมูลเบื้องต้นนำไปตัดสินใจก่อนหน้านี้แล้ว
กระบวนการฝึกงาน
สถาบันการศึกษาจะกำหนดจำนวนชั่วโมง และ ช่วงเวลาการฝึกงาน ตั้งแต่จำนวน
80 – 100 ชั่วโมง ถึง จำนวน 1 ภาคการศึกษา การกำหนด
งานที่ฝึก / ตารางการฝึก
โดยทั่วไปสถานประกอบการที่รับฝึกงานจะกำหนดตารางการฝึกงาน
โดยมุ่งให้นักศึกษาผู้ฝึกได้ประสบการณ์ครบตาม
โครงสร้างงาน หรือมากน้อยตามความเหมาะสม
ทั้งนี้ขึ้นกับนโยบายและความต้องการของสถาบันการศึกษาที่ส่งนักศึกษามาฝึกงานด้วย
อาทิเช่น บางแห่งระบุว่านักศึกษาจะต้องจัดทำโครงงาน / กรณีศึกษา
สถานประกอบการก็จะต้องกำหนดช่วงเวลา และช่วยกำหนดหัวข้อ
โครงงานของนักศึกษาให้เหมาะสมและมีความเป็นไปได้ทั้งผู้ฝึกและนักศึกษาที่จัดทำโครงงานด้วย
บุคลากรที่ทำหน้าที่ฝึก โดยทั่วไปหัวหน้าหน่วยงาน (
ห้องสมุด/ศูนย์สารนิเทศ )
ของสถานประกอบการที่รับฝึกงานจะรับผิดชอบประสานงาน
การฝึกงาน ทั้งนี้สถาบันการศึกษาบางแห่งที่มีการบริหารแบบศูนย์รวม (
Centralization system ) จะมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ประสานงานดู
แลด้านนี้ เช่น ฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาห้องสมุด
สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ทำหน้าที่ดูแลงานการฝึกงานนักศึกษาโดยประสานงาน
กับหัวหน้าห้องสมุดสาขา และหัวหน้าฝ่ายต่าง ๆในสายเทคนิค (
กรณีที่รับฝึกงานสายเทคนิคด้วย )
การยื่นขอฝึกงานสามารถยื่นโดยตรงกับต่อห้องสมุดสาขา หรือ
ผ่านฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาห้องสมุดก็ได้
สำหรับบุคลากรที่ดูแลการฝึกงานแต่
ละด้าน ได้แก่ บรรณารักษ์ที่รับผิดชอบงานแต่ละด้าน
หลายหน่วยงานได้มอบให้เจ้าหน้าที่ช่วยทำหน้าที่ฝึกงานด้วย ทั้งนี้
สถาบันการศึกษา
บางแห่งที่ส่งนักศึกษาฝึกงาน
จะแต่งตั้งบุคลากรที่ฝึกงานเป็นอาจารย์พิเศษด้วย
รูปแบบการฝึกงาน
จะมีหลากหลายทั้งให้ ทดลองปฏิบัติงานและการปฏิบัติงานจริง
ความจำเป็นที่ต้องจัดเป็นการทดลองปฏิบัติงาน เนื่องด้วยปัจจัยหลายอย่าง
เช่น
ช่วงเวลาที่นักศึกษาฝึกงานไม่มีงานดังกล่าวซึ่งเป็นงานที่สำคัญหรือเป็นงานต่อเนื่อง
ผู้ฝึกจำเป็นต้องสร้าง / เก็บงานนำมาให้นักศึกษา
ทดลองหรือทำแบบแบบฝึกหัด เพื่อให้นักศึกษาได้ประสบการณ์ความรู้ครบ
สำหรับการปฏิบัติงานจริงย่อมเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาฝึกงาน
มากทั้งนี้ต้องมีผู้ดูแลใกล้ชิด
ทั้งนี้ไม่ใช่การประกบติดจนผู้ฝึกขาดความมั่นใจ
และไม่ปล่อยจนเกิดความเข้าใจผิดและเสียงานได้ นับเป็นศิลปะ
ส่วนตัวของผู้ฝึกที่จะเฝ้าสังเกต มีเวลาที่จะเปิดโอกาสให้ถาม
ตั้งประเด็นแลกเปลี่ยนพูดคุยให้ได้ข้อสรุปและแง่คิดความเข้าใจ
ความตระหนักรู้
มากกว่าการปฏิบัติงานตามขั้นตอนระเบียบข้อบังคับและจำไปบันทึกในรายงานการฝึกงาน
ซึ่งจุดนี้ผู้เขียนถือว่าเป็นความสำคัญของการฝึกงาน
ทัศนคติต่อการฝึกงาน
ตามตำราหลายเล่ม กล่าวว่า “ทัศนคติจะเป็นสิ่งกำหนดพฤติกรรม”
ทัศนคติของผู้ฝึก ในที่นี้ขอกล่าวครอบคลุมว่าเป็นทัศนคติของทีมงานที่
รับฝึกงานต่อการฝึกงาน
ดังนั้นเป็นหน้าที่ของหัวหน้าทีมที่จะต้องสร้างทัศนคติที่ดีต่อการฝึกงานให้แก่ทีมงาน
ทำให้ทีมงานจะรู้สึกว่าตนเอง
เป็นประโยชน์เป็นบุคลากรที่มีคุณค่า เป็นพี่ที่ดูแลน้อง
ย่อมสร้างบรรยากาศที่ดีเปิด(ใจ) รับผู้มาฝึกงาน
ด้านที่ผู้ฝึกรู้สึกกังวล คือ เสียเวลางาน
เพิ่มงาน หน่วยงานต้องนับการฝึกงานเป็นภาระงาน
และนับเป็นการแสดงศักยภาพของบุคลากรที่ทำหน้าที่ฝึกงานได้ด้วย
ทัศนคติของนักศึกษาฝึกงาน
ทราบว่าสถาบันการศึกษาหลายแห่งที่ส่งนักศึกษาฝึกงานได้จัดกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เตรียมตัว
( และเตรียมใจ) นักศึกษาก่อนออกฝึกงาน
จากประสบการณ์ของผู้เขียนสรุปว่าเป้าหมายหลักการฝึกงานของนักศึกษา คือ
ได้ฝึกงาน ได้คะแนน
การฝึกงานที่ดี น่าจะรวมถึงมีความสุขในการฝึกงานด้วย
สำหรับผู้เขียนเมื่อรับฝึกงานนักศึกษาจะพยายามแลกเปลี่ยน /
เพิ่มมุมมองให้ นักศึกษาที่มาฝึกงานว่าควรได้อะไรไปมากมายงานที่ฝึก
เป้าหมาย
ที่สำคัญ คือ ทัศนะที่ดีต่อวิชาชีพ สร้างความมั่นใจ
และสร้างเครือข่ายของวิชาชีพ
โดยที่จบแล้วผู้รับการฝึกอาจไม่ทำงานในวิชาชีพนี้ก็ได้
การควบคุมดูแลและการประเมิน
ประเด็นนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษาที่ส่งนักศึกษาฝึกงาน
และสถานประกอบการที่รับนักศึกษาฝึกงาน โดยผู้ที่ทำหน้าที่
ได้แก่ อาจารย์ที่รับผิดชอบวิชาฝึกงาน และ / หรือ อาจารย์นิเทศงาน
กับหัวหน้าหน่วยงาน ( ห้องสมุด/ศูนย์สารนิเทศ ) ของสถานประกอบการนั้น
อาจารย์นิเทศงานจะมาเยี่ยมนักศึกษาผู้ฝึกงานและพบแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับผู้ฝึกงาน
สำหรับการควบคุมดูแล สถาบันการศึกษาจะกำหนดแบบฟอร์มการลงชื่อปฏิบัติงาน
บันทึกการปฏิบัติงานรายวัน และรูปแบบรายงานที่แตกต่าง
กันไป มีการประเมินโดยผู้ฝึกงานเมื่อสิ้นสุดการฝึกงาน
สรุป
จากประสบการณ์ที่รับนักศึกษามาฝึกงาน นับว่าเป็น Win – Win Situation
คือ ได้รับประโยชน์ทุกฝ่าย ทั้งสถาบันการศึกษาที่ส่งนักศึกษา
มาฝึกงานบรรลุเป้าหมายการเรียนการสอน นักศึกษาที่มาฝึกงานได้ฝึกงาน
ได้ประสบการณ์จริง สามารถปรับตนเองพร้อมจบออกไปทำงาน
และสถานประกอบการได้รับนักศึกษาฝึกงาน
ในที่นี้ผู้เขียนขอขยายความเฉพาะส่วนสถานประกอบการว่า
ประโยชน์ที่ได้รับ เริ่มตั้งแต่ ประโยชน์ต่อผู้ฝึก
เมื่อจะรับฝึกงานผู้ฝึกก็ต้องเตรียมตัว ทบทวนความรู้ของตนเอง
พร้อมที่จะเสนอความรู้ให้แก่ผู้ฝึก พร้อมที่จะตอบคำถาม
ฝึกการสื่อสารให้ผู้ฝึกเข้าใจ ประโยชน์ต่อหน่วยงานได้
นักศึกษาฝึกงานช่วยงานบางส่วน
การมีนักศึกษาฝึกงานในหน่วยงานย่อมสร้างสีสันให้หน่วยงาน
สร้างเครือข่ายสร้างความรู้สึกที่ดีต่อกัน
ย้ำบทบาทของวิชาชีพและบทบาทสถาบันบริการการสารนิเทศต่อสังคม
*** พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และร่วมพัฒนาวิชาชีพ / สังคม ***
............................................................................................................................................................................................................
|