นิตยสารบรรณารักษ์
 ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑

 

 
จากประสบการณ์การฝึกงานนักศึกษา
โดย รุ้งทิพย์ ห่อวโนทยาน
ห้องสมุดกลุ่มแพทย์ธรรมศาสตร์

.................................................................................................................................................................................................................................

ข้อเขียนนี้เป็นความคิดเห็นและแนวคิดที่ได้จากประสบการณ์การฝึกงานนักศึกษา ในที่นี้กล่าวเฉพาะการฝึกงานนักศึกษาวิชาบรรณารักษศาสตร์
สารนิเทศศาสตร์ และหรือ เทคโนโลยีสารสนเทศ

ความสำคัญของการฝึกงาน

บรรณารักษศาสตร์ สารนิเทศศาสตร์ นับเป็นวิชาชีพ การฝึกงานเป็นกระบวนการเรียนรู้ นำทฤษฏีหรือความรู้ที่ได้รับจากกการศึกษาในชั้นเรียนมา
ใช้ปฏิบัติจริง นอกจากการฝึกงานแล้วในการเรียนของหลายวิชาก่อนการฝึกงานนั้นจะมีชั่วโมงการฝึกปฏิบัติ และ / หรืออาจารย์ผู้สอนจะให้แบบ
ฝึกหัดในแง่การปฏิบัติมากมาย

สำหรับการฝึกงานั้นจะเป็นการปฏิบัติงานในสถานประกอบการจริง ได้แก่ ห้องสมุด ศูนย์สารสนเทศ หรือหน่วยงานที่มีบทบาทดังกล่าวแต่ใช้ชื่อ
เรียกหลากหลาย นักศึกษาผู้ฝึกงานจะได้ประสบการณ์การทำงานจริงที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แต่การได้ฝึก และได้ความรู้ / ประสบการณ์จากการ
ฝึกย่อมขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง

หน่วยงานที่ทำหน้าที่ฝึก

ภายในสถาบัน

ในฐานะที่ผู้เขียนทำงานในห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาตั้งแต่จบจนปัจจุบัน บทบาทหน้าที่ที่สำคัญประการหนึ่งของห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา
โดยเฉพาะสถาบันอุดมศึกษาที่มีการเรียนการสอนวิชาบรรณารักษศาสตร์ และ / หรือสารนิเทศศาสตร์ คือ เป็นหน่วยงานรับฝึกงานนักศึกษา
ทั่วไปนักศึกษาจะฝึกงาน 2 ครั้ง ดังนั้น การฝึกงานครั้งแรกจะเริ่มที่ห้องสมุดของสถาบันอุดมศึกษาแห่งนั้น แต่มีบางสถาบันซึ่งมีการฝึกงานเพียง
1 ครั้ง ดังนั้น อาจจะมีการกำหนดชั่วโมงที่ให้นักศึกษาทำงานในห้องสมุดเพื่อเพิ่มประสบการณ์ก่อนออกไปฝึกงาน ณ สถานประกอบการภายนอก

ภายนอกสถาบัน
สถานประกอบการที่รับนักศึกษาฝึกงานมีมากมาย หลากหลายประเภท และหลากหลายสาขาวิชา ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าโอกาสที่นักศึกษา
ผู้ฝึกจะเป็นผู้เลือกสถานประกอบการ มีเท่า ๆ กับโอกาสที่สถานประกอบการจะเลือกรับนักศึกษาฝึกงาน แน่นอนว่าสถานประกอบการหลาย
แห่งจะเป็นเป้าหมายหลักที่รับฝึกงานกันเป็นประจำ ประกอบกับมีสถานประกอบการหลายแห่งมีค่าตอบแทนให้นักศึกษาฝีกงาน และ / หรือมี
สวัสดิการต่างๆ เช่น ที่พัก รถสวัสดิการ เป็นต้น ซึ่งเป็นปัจจัยทำให้นักศึกษาเลือกเข้ารับการฝึกงานด้วย

จากประสบการณ์ส่วนตัว

ที่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับนักศึกษาและอาจารย์ที่ทำหน้าที่ดูแลการฝึกงาน ส่วนใหญ่จะเลือกฝึกงาน ณ ห้องสมุดของสถานประกอบการที่เป็น
องค์กรใหญ่ ด้วยความเชื่อว่าจะได้ฝึกงานหลากหลาย ไม่ค่อยเลือกฝึกงานในห้องสมุดหรือศูนย์สารนิเทศด้านวิทยาศาสตร์
โดยเฉพาะทางการ
แพทย์ด้วยเหตุที่รู้สึกว่าตนเองคุ้นเคยกับสาขาวิชาสังคมศาสตร์ ไม่ค้นเคยไม่มีพื้นฐานความรู้สาขาวิชาดังกล่าว มีจะบ้างที่มีมองต่างมุมว่าจะ
ขอฝึกเพื่อมีประสบการณ์ในสาขาวิชาที่ต่างไป

สถาบันการศึกษาที่ส่งนักศึกษาฝึกงาน จะมีระบบที่ติดต่อประสานงาน / รวบรวมแหล่งฝึกงานให้นักศึกษาเลือก หรือ อาจารย์เลือกให้โดย
พิจารณาว่าเหมาะสมกับนักศึกษา และหลายแห่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาเลือกสถานที่ฝึกงานโดยผ่านการเห็นชอบของอาจารย์ด้วย

การติดต่อขอเข้าฝึกงานตามสถานประกอบการต่าง ๆ จะติดต่อล่วงหน้าประมาณ 1 ภาคการศึกษา หรืออย่างน้อย 1 เดือน ผู้เขียนคาดว่าสถาบัน
การศึกษาที่ส่งนักศึกษาฝึกงาน และ / หรือ ตัวนักศึกษาฝึกงานเองคงได้ศึกษาหาข้อมูลเบื้องต้นนำไปตัดสินใจก่อนหน้านี้แล้ว

กระบวนการฝึกงาน

สถาบันการศึกษาจะกำหนดจำนวนชั่วโมง และ ช่วงเวลาการฝึกงาน ตั้งแต่จำนวน 80 – 100 ชั่วโมง ถึง จำนวน 1 ภาคการศึกษา การกำหนด
งานที่ฝึก / ตารางการฝึก โดยทั่วไปสถานประกอบการที่รับฝึกงานจะกำหนดตารางการฝึกงาน โดยมุ่งให้นักศึกษาผู้ฝึกได้ประสบการณ์ครบตาม
โครงสร้างงาน หรือมากน้อยตามความเหมาะสม ทั้งนี้ขึ้นกับนโยบายและความต้องการของสถาบันการศึกษาที่ส่งนักศึกษามาฝึกงานด้วย
อาทิเช่น บางแห่งระบุว่านักศึกษาจะต้องจัดทำโครงงาน / กรณีศึกษา สถานประกอบการก็จะต้องกำหนดช่วงเวลา และช่วยกำหนดหัวข้อ
โครงงานของนักศึกษาให้เหมาะสมและมีความเป็นไปได้ทั้งผู้ฝึกและนักศึกษาที่จัดทำโครงงานด้วย

บุคลากรที่ทำหน้าที่ฝึก โดยทั่วไปหัวหน้าหน่วยงาน ( ห้องสมุด/ศูนย์สารนิเทศ ) ของสถานประกอบการที่รับฝึกงานจะรับผิดชอบประสานงาน
การฝึกงาน ทั้งนี้สถาบันการศึกษาบางแห่งที่มีการบริหารแบบศูนย์รวม ( Centralization system ) จะมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ประสานงานดู
แลด้านนี้ เช่น ฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาห้องสมุด สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำหน้าที่ดูแลงานการฝึกงานนักศึกษาโดยประสานงาน
กับหัวหน้าห้องสมุดสาขา และหัวหน้าฝ่ายต่าง ๆในสายเทคนิค ( กรณีที่รับฝึกงานสายเทคนิคด้วย )

การยื่นขอฝึกงานสามารถยื่นโดยตรงกับต่อห้องสมุดสาขา หรือ ผ่านฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาห้องสมุดก็ได้ สำหรับบุคลากรที่ดูแลการฝึกงานแต่
ละด้าน ได้แก่ บรรณารักษ์ที่รับผิดชอบงานแต่ละด้าน หลายหน่วยงานได้มอบให้เจ้าหน้าที่ช่วยทำหน้าที่ฝึกงานด้วย ทั้งนี้ สถาบันการศึกษา
บางแห่งที่ส่งนักศึกษาฝึกงาน จะแต่งตั้งบุคลากรที่ฝึกงานเป็นอาจารย์พิเศษด้วย

รูปแบบการฝึกงาน

จะมีหลากหลายทั้งให้ ทดลองปฏิบัติงานและการปฏิบัติงานจริง ความจำเป็นที่ต้องจัดเป็นการทดลองปฏิบัติงาน เนื่องด้วยปัจจัยหลายอย่าง
เช่น ช่วงเวลาที่นักศึกษาฝึกงานไม่มีงานดังกล่าวซึ่งเป็นงานที่สำคัญหรือเป็นงานต่อเนื่อง ผู้ฝึกจำเป็นต้องสร้าง / เก็บงานนำมาให้นักศึกษา
ทดลองหรือทำแบบแบบฝึกหัด เพื่อให้นักศึกษาได้ประสบการณ์ความรู้ครบ สำหรับการปฏิบัติงานจริงย่อมเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาฝึกงาน
มากทั้งนี้ต้องมีผู้ดูแลใกล้ชิด ทั้งนี้ไม่ใช่การประกบติดจนผู้ฝึกขาดความมั่นใจ และไม่ปล่อยจนเกิดความเข้าใจผิดและเสียงานได้ นับเป็นศิลปะ
ส่วนตัวของผู้ฝึกที่จะเฝ้าสังเกต มีเวลาที่จะเปิดโอกาสให้ถาม ตั้งประเด็นแลกเปลี่ยนพูดคุยให้ได้ข้อสรุปและแง่คิดความเข้าใจ ความตระหนักรู้ มากกว่าการปฏิบัติงานตามขั้นตอนระเบียบข้อบังคับและจำไปบันทึกในรายงานการฝึกงาน ซึ่งจุดนี้ผู้เขียนถือว่าเป็นความสำคัญของการฝึกงาน

ทัศนคติต่อการฝึกงาน

ตามตำราหลายเล่ม กล่าวว่า “ทัศนคติจะเป็นสิ่งกำหนดพฤติกรรม” ทัศนคติของผู้ฝึก ในที่นี้ขอกล่าวครอบคลุมว่าเป็นทัศนคติของทีมงานที่
รับฝึกงานต่อการฝึกงาน ดังนั้นเป็นหน้าที่ของหัวหน้าทีมที่จะต้องสร้างทัศนคติที่ดีต่อการฝึกงานให้แก่ทีมงาน ทำให้ทีมงานจะรู้สึกว่าตนเอง
เป็นประโยชน์เป็นบุคลากรที่มีคุณค่า เป็นพี่ที่ดูแลน้อง ย่อมสร้างบรรยากาศที่ดีเปิด(ใจ) รับผู้มาฝึกงาน ด้านที่ผู้ฝึกรู้สึกกังวล คือ เสียเวลางาน
เพิ่มงาน หน่วยงานต้องนับการฝึกงานเป็นภาระงาน และนับเป็นการแสดงศักยภาพของบุคลากรที่ทำหน้าที่ฝึกงานได้ด้วย

ทัศนคติของนักศึกษาฝึกงาน

ทราบว่าสถาบันการศึกษาหลายแห่งที่ส่งนักศึกษาฝึกงานได้จัดกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เตรียมตัว
( และเตรียมใจ) นักศึกษาก่อนออกฝึกงาน จากประสบการณ์ของผู้เขียนสรุปว่าเป้าหมายหลักการฝึกงานของนักศึกษา คือ ได้ฝึกงาน ได้คะแนน
การฝึกงานที่ดี น่าจะรวมถึงมีความสุขในการฝึกงานด้วย

สำหรับผู้เขียนเมื่อรับฝึกงานนักศึกษาจะพยายามแลกเปลี่ยน / เพิ่มมุมมองให้ นักศึกษาที่มาฝึกงานว่าควรได้อะไรไปมากมายงานที่ฝึก เป้าหมาย
ที่สำคัญ คือ ทัศนะที่ดีต่อวิชาชีพ สร้างความมั่นใจ และสร้างเครือข่ายของวิชาชีพ โดยที่จบแล้วผู้รับการฝึกอาจไม่ทำงานในวิชาชีพนี้ก็ได้

การควบคุมดูแลและการประเมิน

ประเด็นนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษาที่ส่งนักศึกษาฝึกงาน และสถานประกอบการที่รับนักศึกษาฝึกงาน โดยผู้ที่ทำหน้าที่
ได้แก่ อาจารย์ที่รับผิดชอบวิชาฝึกงาน และ / หรือ อาจารย์นิเทศงาน กับหัวหน้าหน่วยงาน ( ห้องสมุด/ศูนย์สารนิเทศ ) ของสถานประกอบการนั้น
อาจารย์นิเทศงานจะมาเยี่ยมนักศึกษาผู้ฝึกงานและพบแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับผู้ฝึกงาน

สำหรับการควบคุมดูแล สถาบันการศึกษาจะกำหนดแบบฟอร์มการลงชื่อปฏิบัติงาน บันทึกการปฏิบัติงานรายวัน และรูปแบบรายงานที่แตกต่าง
กันไป มีการประเมินโดยผู้ฝึกงานเมื่อสิ้นสุดการฝึกงาน

สรุป

จากประสบการณ์ที่รับนักศึกษามาฝึกงาน นับว่าเป็น Win – Win Situation คือ ได้รับประโยชน์ทุกฝ่าย ทั้งสถาบันการศึกษาที่ส่งนักศึกษา
มาฝึกงานบรรลุเป้าหมายการเรียนการสอน นักศึกษาที่มาฝึกงานได้ฝึกงาน ได้ประสบการณ์จริง สามารถปรับตนเองพร้อมจบออกไปทำงาน
และสถานประกอบการได้รับนักศึกษาฝึกงาน

ในที่นี้ผู้เขียนขอขยายความเฉพาะส่วนสถานประกอบการว่า ประโยชน์ที่ได้รับ เริ่มตั้งแต่ ประโยชน์ต่อผู้ฝึก เมื่อจะรับฝึกงานผู้ฝึกก็ต้องเตรียมตัว ทบทวนความรู้ของตนเอง พร้อมที่จะเสนอความรู้ให้แก่ผู้ฝึก พร้อมที่จะตอบคำถาม ฝึกการสื่อสารให้ผู้ฝึกเข้าใจ ประโยชน์ต่อหน่วยงานได้

นักศึกษาฝึกงานช่วยงานบางส่วน การมีนักศึกษาฝึกงานในหน่วยงานย่อมสร้างสีสันให้หน่วยงาน สร้างเครือข่ายสร้างความรู้สึกที่ดีต่อกัน
ย้ำบทบาทของวิชาชีพและบทบาทสถาบันบริการการสารนิเทศต่อสังคม

*** พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และร่วมพัฒนาวิชาชีพ / สังคม ***


 
............................................................................................................................................................................................................