นิตยสารบรรณารักษ์
ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๑
 

ห้องสมุดมีชีวิต: ที่นี่มีมนุษย์หนังสือให้คุณยืม
เรียบเรียง
โดย คุณพิมล เมฆสวัสดิ์
รองผู้อำนวยการ ฝ่ายส่งเสริมผู้ใช้และวิจัยการศึกษา
สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

คำว่าห้องสมุดมีชีวิต (Living library) เคยฮิตติดปากคนในวิชาชีพกันอยู่พักหนึ่ง หลายคนพยายามตีความว่ามันหมายถึงอะไร
กันแน่ ในที่สุดรัฐบาลยุคก่อนก็มีข้ออ้างในการสร้างอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ที่ค่อนข้างแพงสำหรับคนกรุงเทพฯ และเมือง
ใหญ่ที่มีพร้อมแล้วเท่านั้น พร้อมด้วยนัยของห้องสมุดมีชีวิตตามแบบอย่างจากสิงคโปร์ซึ่งเพียบไปด้วยเทคโนโลยีที่ต้องใช้เงิน
เท่านั้นจึงจะทำให้ห้องสมุดมีชีวิตขึ้นมาได้

พอมาวันนี้มีเพื่อนสนิทคนหนึ่งส่งผ่านบทความน่าสนใจนี้มาให้ จึงอยากนำเสนอความหมายอีกแง่มุมหนึ่งของ เดวิด เบเกอร์
(David Baker)
ที่เล่าถึงประสบการณ์การเป็นหนึ่งในจำนวน 15 มนุษย์หนังสือ (human book) ซึ่งนั่งรอให้ผู้อ่านมายืมไปอ่าน
ในห้องสมุดมีชีวิตแห่งแรกของอังกฤษ

ความคิดนี้เริ่มมาจากห้องสมุดแถบสแกนดิเนเวียที่ผู้อ่านสามารถมาห้องสมุดแล้วยืมคนไปพูดคุยด้วยในเวลา 30 นาที มนุษย์
หนังสือมีความหลากหลายไปตามเหตุการณ์ อย่างเช่น เมื่อวันหยุดที่ผ่านมา เบเกอร์บอกว่ากลุ่มมนุษย์หนังสือประกอบไปด้วย
ตำรวจ นักมังสวิรัติ พี่เลี้ยงเด็กที่เป็นชาย นักเคลื่อนไหว เยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในโรงเรียน และตัวของเขาเองในฐานะที่เป็นเกย์

ในรายการบัตรจะลงรายการลักษณะเชิงลบของคนกลุ่มนี้ที่คาดว่าผู้อ่านอาจจะเผชิญ เช่น พี่เลี้ยงเด็กที่เป็นชายกำหนดว่าน่า
เอ็นดู และเป็น “ผู้รุกรานทางเพศเด็ก” ส่วนตำรวจก็จะอยู่ภายใต้คำว่า “ฉ้อราษฎร์” ขณะที่ตัวเขาเองก็จะเป็น “ผู้ที่แต่งตัวดี” และ
“โรคที่ถ่ายโยงทางเพศ” เนื่องจากเป็นการเริ่มครั้งแรก มันจึงเป็นไปอย่างช้า ๆ ด้วย “การอ่าน” ซึ่งกันและกันก่อน แต่บรรณารักษ์
จะเป็นผู้ที่เริ่มต้นหัวข้อให้แก่ผู้อ่าน

ในตอนแรกมีผู้ถูกยืมไปคุยด้วย 3 คน คือ คนทำงานสังคมสงเคราะห์ (ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม) ผู้อพยพ (ทรัพยากรไร้ค่า) และชาว
มุสลิม (หนวดเครา) เพื่อพูดคุยในเรื่องเกี่ยวกับการวางระเบิดและทัศนคติต่อสตรี ส่วนเราที่เหลือก็นั่งเกาะกลุ่มกัน และแสร้งทำ
เป็นว่าไม่รู้สึกกังวลกับการที่ถูกทิ้งไว้บนชั้น

เมื่อเบเกอร์แนะนำตนเองแก่ผู้อ่านคนแรกที่เป็นเยาวชนหญิงชาวโรมาเนียที่อาศัยอยู่ในลอนดอน ในตอนนั้นเขาไม่ได้คิดว่าตัว
เองเป็นหนังสือ แล้วเมื่อนั่งลงก็ยังไม่แน่ใจว่าต้องเริ่มต้นด้วยบทที่หนึ่งหรือจะนำไปสู่บทที่เธอชอบดี โชคดีที่เธอเคยยืมมนุษย์
หนังสือไปแล้วคู่หนึ่ง ดังนั้นการสนทนาของเขาทั้งสองจึงเป็นการพุดคุยแบบตรงไปตรงมาเกี่ยวกับการที่เธอเห็นผู้ชายสองคน
จุมพิตกันที่ไลเซสเตอร์แสควร์ (Leicester Square) ซึ่งทำให้เธอผิดหวังอย่างคาดไม่ถึง ทั้งสองแลกเปลี่ยนความประทับใจที่มี
ต่อผู้ที่เป็นเกย์ และชาวยุโรปตะวันออก และรับรู้ถึงข้อมูลที่ไม่ถูกต้องดีนักที่ทั้งสองได้รับ จากนั้นเวลาก็หมดลง มันเป็นเวลาที่
สั้นและแสนหวาน ที่เขาตระหนักว่าเขาต้องทำความรู้จักชาวยุโรปตะวันออกให้มากกว่านี้

เมื่อกลับมาที่ห้องสมุด การสนทนาก็มีชีวิตชีวาด้วยความประทับใจแต่ครั้งแรก เช่น “มีคนยืมเธอไปแล้วยัง?” แล้วก็ตามมาด้วย
“เป็นอย่างไรบ้างล่ะ” สิกฮ์ (Sikh) อดีตผู้ผลิตภาพยนตร์และโทรทัศน์ (“สวมเครื่องประดับบนศีรษะเป็นเส้นลวด” “มีกลิ่น”)
บอกว่าเธอกำลังเริ่มตระหนักว่าทุกคนดำเนินเรื่องภายในตัวพวกเขา แต่มีโอกาสน้อยมากที่จะบอก จึงเป็นโอกาสของเธอที่จะเล่า
เรื่อง และเธอจะทำเช่นนั้นเมื่อบรรณารักษ์นำเธอไปพบกับผู้อ่าน

ต่อมาเบเกอร์ถูกยืมโดยผู้สมัครขอออกบวชของนิกาย Church of England และหากมีองค์การที่พบกับความลำบากกับผู้ที่เป็น
เกย์ มันก็คือที่นี่แหละ เขามีคำถามมากมาย เช่น ผู้ปกครองที่เป็นเกย์จะสามารถเลี้ยงดูเด็กได้หรือไม่? โบสถ์จะยินดีต้อนรับผู้ที่
เป็นเกย์มากกว่านี้ไหม? แล้วเขาก็ไม่แน่ใจว่าจะมีคำตอบ แต่หลังจากเวลา 30 นาทีหมดไป ผู้สมัครขอออกบวชคนนี้ก็ดูเหมือน
พอใจ แต่เบเกอร์บอกว่าเขาไม่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับนิกาย Church of England สักเท่าใดนัก

รอนนี่ อเบอร์เกล (Ronni Abergel) ผู้ก่อตั้งห้องสมุดมีชีวิตอธิบายถึงจุดมุ่งหมายของขบวนการว่า “เราทำงานบนหลักการที่ว่า
ความรุนแรงและความก้าวร้าวสุดโต่งเกิดขึ้นระหว่างคนที่ไม่รู้จักกัน ด้วยเหตุนี้ห้องสมุดมีชีวิตสามารถนำคนซึ่งไม่ค่อยมีโอกาส
เจอกันได้มาอยู่ด้วยกัน เราต้องการแสดงว่าไม่ใช่ชาวมุสลิมทุกคนต้องการที่จะวางระเบิดผู้คน หรือไม่ใช่ตำรวจทุกคนที่ชอบขู่
เข็ญ”

เขายังเล่าถึงห้องสมุดมีชีวิตแห่งแรกซึ่งเกิดขึ้นในเทศกาลดนตรี ปี ค.ศ. 2000 ที่เดนมาร์ก และตั้งแต่นั้นมามีการออกทัวร์ในนอร์
เวย์และฮังการี สำหรับห้องสมุดแห่งนี้เป็นที่แรกในหลายแห่งที่อเบอร์เกลวางแผนสำหรับอังกฤษ เขายังกล่าวอีกว่า “ลอนดอน
เป็นเมืองที่มีความหลากหลาย บางทีสำหรับเมืองที่เล็กกว่า เราอาจนำมนุษย์หนังสือที่มีมาใช้ในการเริ่มต้นก็ได้”

ตอนนี้ก็ใกล้เวลาปิดแล้ว และมนุษย์หนังสือส่วนใหญ่ก็พบกับผู้อ่านคนสุดท้ายกันแล้ว เมื่อบรรณารักษ์มาบอกว่ามีวัยรุ่นชายสอง
คนต้องการขอยืมเบเกอร์ โดยที่พวกเขาตั้งคำถามหลังจากนั่งลงกันเรียบร้อยแล้วว่า “คุณเคยมีประสบการณ์กลัวพวกเพศเดียว
กันบ่อยหรือไม่?” ซึ่งเบเกอร์บอกว่าเป็นคำถามน่าประหลาดที่จะตอบว่าใช่ แล้วจากนั้นก็เป็นการสนทนากันอย่างถูกใจ

พวกเขาทั้งสองบอกว่ามีทัศคติต่อต้านผู้ที่เป็นเกย์อย่างมาก เบเกอร์จึงบอกว่าหากเขาเจอสองหนุ่มบนรถเมล์กลางคืนชั้นบน เขา
ก็จะรีบลงมาอยู่ชั้นล่าง และเมื่อทั้งสองฝ่ายรู้สึกเป็นกันเองแล้ว การสนทนาก็เปิดเผยกันมากขึ้น น่าเสียดายที่เราไม่มีเวลา
มากกว่านี้ เวลาแค่ 30 นาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่เบเกอร์บอกว่าเขายังมีความหวัง หากเยาวชนเป็นเช่นนี้ โลกเราก็จะต้องดีขึ้น
ไม่ช้าก็เร็ว

ในที่สุดพวกเขาทำสำเร็จ โดยพวกเขาถูกยืมไป 47 ครั้ง ส่วนใหญ่จะพบกับกลุ่มคนสามหรือสี่คน ซึ่งพวกที่ถูกยืมบ่อยนั้นก็คือ
ผู้อพยพและผู้ที่ด้อยความสามารถต่าง ๆ

นี่เป็นแง่งามหนึ่งของห้องสมุดมีชีวิต หากเราหันมามองสภาพแวดล้อมบ้านเราทุกวันนี้ ก็จะพบว่าเยาวชนนั้นอยู่ในภาวะที่ล่อ
แหลมเช่นกัน และบางครั้งก็ไม่รู้ว่าจะหันไปปรึกษาหรือพูดคุยกับใครเวลาที่พวกเขาประสบกับปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในการ
เรียนหรือชีวิตประจำวัน

ห้องสมุดมีชีวิตควรมีบทบาทอย่างไรภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ บรรณารักษ์ตอบคำถามจะสามารถทำหน้าที่เป็นตัวแกนหลักใน
การสร้างบรรยากาศการใช้มนุษย์หนังสือซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้อ่านได้หรือไม่ หรือ บรรณารักษ์จะสามารถทำตัวเป็นมนุษย์
หนังสือเองในยามที่ผู้อ่านต้องการได้หรือไม่ เป็นคำถามที่เราคงต้องหาคำตอบกันเอาเอง

แล้วคุณนึกอยากเป็นมนุษย์หนังสือที่มีคนยืมเอาไปคุยด้วยกันบ้างหรือเปล่าล่ะ

undefined

Baker, David. (2008, April 22) The New Library Fad: Borrow a Person. TimesOnline
Available: http://women.timesonline.co.uk/tol/life_and_style/women/the_way_we_live/article3790377.ece