|
|

รองศาสตราจารย์ สุพัฒน์ ส่องแสงจันทร์
ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ประสานมิตร กรุงเทพ
ผลงานวิจัย |
2549,
ความคิดเห็นของผู้บริหารห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาเกี่ยวกับการใช้กลยุทธ์การตลาดบริการในห้องสมุด
, Academic Library Manager's Opinion on the
Implementation of Service Marketing Strategies in Libraries
|
2549,
สถานภาพการทำงานและความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักสูตรบรรณารักษศาสตร์และ
สาร นิเทศศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปีการศึกษา
2532 - 2548 , The Working Status and the Opinions of the
Graduates on the Library and Information Sciemce Program,
Srinakharinwirot University, Academic Years 1989 - 2005
|
|
2550,
บทบาทในการสอนการรู้สารสนเทศของครูบรรณารักษ์โรงเรียนมัธยมศึกษา
กรุงเทพมหานคร , The Teacher Librarians' Roles in
Information Literacy Instruction in the Secondary School,
Bangkok Metropolitan.
|
|
|
สิ่งที่ผมเป็นห่วง ..
บทสัมภาษณ์
รองศาสตราจารย์ สุพัฒน์ ส่องแสงจันทร์
ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร กรุงเทพ
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เรื่องแรกคือ
เกี่ยวกับหลักสูตรปริญญาตรี
ที่ประสานมิตรจะเป็นลักษณะผลิตบรรณารักษ์โดยตรง
ซึ่งตรงนี้ยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของนิสิต
รวมทั้งโอกาสของนิสิตที่จะไปประกอบอาชีพต่างๆ รายวิชาที่จัดให้
ถึงเวลาจริงๆนิสิตที่จบไป ไปทำงานห้องสมุดน้อยมาก
ไปทำงานห้องสมุดไม่ถึง 10 คน แต่ก็ไปทำงานบริษัท หรือ เอกชน
ในส่วนของการจัดการสารสนเทศ หรือ บริการผู้ให้บริการสารสนเทศ
ตรงนี้คงต้องปรับและเปลี่ยนแนวคิดในการทำหลักสูตรใหม่
ตอนนี้อยู่ในระหว่างหาข้อมูลเพื่อผลิตบรรณารักษ์ไปทำงานหลายแนวทาง
เช่นที่
มหาวิทยาลัยบูรพา อย่างห้องสมุดเรา เราอาจจจะผลิตบรรณารักษ์เพื่อไปทำงานด้านสาธารณสุข
เป็นต้น หรือ หน่วยงานเอกชน ต่างๆ ก็ยังไม่ชัดเจนนัก
แต่เคยพูดคุยกัน แต่คิดว่า เราอยู่อย่างนี้ไม่ได้
เพราะมีผู้ต้องการเรียนด้านบรรณารักษศาสตร์โดยตรงน้อยมาก
ตอนนี้เจอปัญหาว่า บางครั้งนิสิตพูดว่า
นึกว่าจะได้เรียนอะไรที่เป็นเทคโนโลยีสารสนเทศ
ไม่คิดว่าจะต้องมาเรียน การให้เลขหมู่
ซึ่งเค้าไม่ค่อยอยากจะเรียนเท่าไหร่
เป็นแนวโน้มของเด็กในปัจจุบัน เรากำลังศึกษาแนวทาง
เพราะยังหาข้อยุติไม่ได้ว่า ปริญญาตรี จะเป็นอย่างไรและ โท
เป็นอย่างไร ให้สอดคล้องกัน
ผมได้อีเมล์ไปถึงอาจารย์ ลำปาง เชิญมาพูด
เราจะต้องถามหาความเห็นว่า เค้าคิดอย่างไรกับหลักสูตร
ถ้าเป็นภาพกว้าง ผมบอกได้เลยว่าถ้าเป็นบรรณารักษศาสตร์ตรงๆจะอยู่ไม่ได้
เพราะว่าผู้เรียนเค้าก็ไม่ค่อยอยากเป็นบรรณารักษ์กัน
เป็นปัญหามานาน และนี่คือสิ่งที่ผมเป็นห่วง
ผมเป็นห่วงวิชาชีพบรรณารักษ์
เป็นห่วงประเทศชาติด้วยว่าจะไม่มีคนอยากเป็นบรรณารักษ์
การให้บริการสารสนเทศของเราจะอ่อนด้อยลง
เพราะทั้งนิสิตปริญญาตรี และ ปริญญาโท
ก็ไม่ชอบงานบรรณารักษ์เท่าไหร่ สำหรับปริญญาตรี ต้องยอมรับว่า
เค้าอยู่ในภาคของห้องสมุดอยุ่แล้ว วิชาที่เค้าจะเรียน
เค้าจะชอบเน้นไปทางเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นหลัก
แล้วต่อไปใครจะเป็นบรรณารักษ์ .. ?
ตรงนี้เหมือนทางแพ่งว่าเราต้องพิจารณาให้ดีว่า
ไม่ให้วิชาบรรณารักษศาสตร์สูญหาย
แต่ก็ต้องก็เปิดกว้างให้เค้าไปทำงานอย่างอื่นได้ ถ้าเราจัดคอร์สที่เป็นส่วนบรรณารักษศาสตร์ และ เทคโนโลยี
อันนั้นอาจจะทำให้เป็น ที่พอใจมากขึ้น
เรื่องที่สอง ..
สังคมเราให้ความสำคัญกับห้องสมุดแค่ไหน
ถ้าเทียบกับต่างประเทศบ้านเราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับห้องสมุด
ดูระดับชาติ เช่น หอสมุดแห่งชาติ แต่ก่อนนี้เป็นแค่กอง แต่
Library of Congress ของสหรัฐฯ เป็นหน่วยงานอิสระใหญ่มาก
บทบาทเยอะมาก
ตรงนี้เป็นความคิดของผู้บริหารว่าควรให้ความสำคัญของห้องสมุดตรงไหน
ทุกวันนี้ .. ถ้าพูดจริงๆว่าห้องสมุดไหนสำคัญที่สุด
ผมว่าควรจะเป็น ห้องสมุดประชาชน
ที่เป็นแหล่งให้ความรู้กับประชาชนมากที่สุด
แต่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยกลับได้รับการพัฒนาไปมากกว่าทั้งๆที่เป็นห้องสมุดเฉพาะกลุ่ม
กรุงเทพ ก็ดีขึ้น
ผู้ว่ามีความสนใจปรับปรุงห้องสมุดประชาชนให้ดีขึ้นมาก
เช่นที่สวนลุม และ
ซอยพระนาง แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ส่วนห้องสมุดประชาชนตามต่างจังหวัดยังไม่ได้รับการปรับปรุง
เมื่อเป็นอย่างนี้ความรู้ก็ไปไม่ถึง ผมต้องยอมรับว่า
มันเป็นเรื่องของผู้บริหารระดับสูงว่าต้องมองตรงจุดนี้
สิงคโปร์สนใจพัฒนาห้องสมุดมากเพื่อให้คนมีความรู้
แต่ของเราเท่าที่ผมปฎิบัติงาน มองไม่เห็นเลย
และนี่คือส่วนหนึ่งที่ทำให้วิชาชีพบรรณารักษ์
ยังเป็นวิชาชีพที่ไม่ค่อยมีคนสนใจอยากเป็นกันเท่าไหร่
ผมเคยได้ยินคนพูดว่า อัตราการอ่านหนังสือของเวียตนามสูงกว่าเมืองไทยมาก
ลองคิดดูว่าพอคนไม่อ่านหนังสือ
คนในประเทศนั้นจะเจริญได้อย่างไร
เพราะห้องสมุดประชาชนของเราไม่ได้รับความสนใจในการพัฒนามากพอจากภาครัฐ
ผมว่าอีกหน่อยเราตามเวียตนามไม่ทัน
คือ อย่างที่ผมบอกทางสิงค์โปร์มีกฎหมายระดับชาติที่เกี่ยวกับห้องสมุดโดยตรง
ในยุโรปมีอยู่แล้ว สำหรับในเมืองไทย ยังไม่เคยเห็นมีกฎหมายระดับชาติที่จะพัฒนาห้องสมุดเลย
ห้องสมุดมีชีวิต ..
ที่เกิดขึ้น เช่นที่ห้องสมุดประชาชนซอยพระนาง
เด็กๆมาใช้กันเต็มไปหมด ก็คือ การที่ต้องรู้จักดึงดูดใจให้ผู้ใช้มาใช้ห้องสมุดด้วย เราต้องหาทางล่อ ..
แต่ถ้าพอเราล่อเค้าเข้าห้องสมุดได้
เค้ามาพบห้องสมุดมีแต่หนังสือเก่าๆ ไม่ดึงดูดความสนใจคน
เค้าก็ไม่มาห้องสมุดอีก
บรรณารักษ์ มีบทบาทอย่างยิ่ง แต่ถ้าไม่ติดเครื่องมือให้เค้า
เค้าก็ทำอะไรให้ไม่ได้มาก ต้องมีเครื่องล่อ อย่างต่างประเทศ
ห้องสมุดประชาชนถ้าประชาชนไม่มีเวลามาห้องสมุด
แต่สิ่งที่บรรณารักษ์ทำคือไปถึงบ้าน เอาหนังสือไปให้
มันทำให้คนได้มีโอกาสได้อ่าน กรุงเทพเรา
มีห้องสมุดรถเคลื่อนที่ ไม่ใช่คนไม่อยากอ่าน
แต่ด้วยภาระหน้าที่ เวลา การเดินทาง เป็นอุปสรรค
แต่ถ้าสามารถเอาไปถึงที่ เค้าใช้ เค้ายืม เค้าอ่านได้
เป็นการส่งเสริมการอ่านให้กับประชาชนได้อย่างทั่วถึง
เรื่องที่สาม ..
บรรณารักษ์ห้องสมุดโรงเรียน
ครูบรรณารักษ์ห้องสมุดโรงเรียน กำลังมีหน้าที่หลักคือ สอน
หน้าที่รอง คือ เป็นบรรณารักษ์ สอนกัน 20 ชั่วโมง
ครูก็ไม่มีเวลามาทำงานห้องสมุด
แต่เรื่องนี่เกี่ยวข้องกับระเบียบ ถ้าไม่สอน
ก็เลื่อนขั้นไม่ได้ ทำให้คนไม่อยากเป็นบรรณารักษ์เท่าไหร่
งานสอน งานกิจกรรม ต้องยอมรับว่า คนที่จะทำงานบรรณารักษ์ ขยัน
รอบรู้ และ น้ำใจที่ได้รับการปลูกฝั่งมาให้ทำงานบริการ
ก็เลยได้ทำงานมาก งานหลักก็เลยไม่ได้ทำเท่าไหร่
ผู้ที่จะมาทำบทบาทห้องสมุดให้เป็นเรื่องเป็นราวอย่างจริงจัง
ก็น้อยลง ๆ
ตัวบรรณารักษ์เองเหมือนตัวกลางระหว่างผู้ใช้กับความรู้
ถ้าตัวกลางภาระงานเยอะ ก็จะทำให้ทำงานได้ไม่เต็มที่
เรื่องสุดท้าย
ผมมักจะพูดกับนิสิตบ่อยๆ
ว่าเราจะต้องให้บริการผู้ใช้ตามความสนใจ คำถามก็คือ
แล้วคุณทำอะไรบ้าง ? แบบนี้ไปไม่รอด
เพราะฉะนั้นคนที่เป็นบรรณารักษ์ ต้องลงมือกระทำ เช่น
อยากรู้ว่าเค้าสนใจอะไร ต้องสอบถาม พูดคุยกับเค้า
บรรณารักษ์ทุกฝ่าย ต้องช่วยกัน เช่น การศึกษาผู้ใช้
การติดตามผู้ใช้ หรือ หลักการตลาด
แต่ว่าเรายังไม่ได้สนใจตรงนี้เท่าไหร่ ยังไม่ได้ปฎิบัติ
โดยมากยังเป็นลักษณะตั้งรับ
แต่ห้องสมุดประชาชนในต่างประเทศ เป็นการไปถึงบ้าน
ไม่ใช่มานั่งรอ และ บอกว่าคนไม่มาใช่ห้องสมุด
ผมว่า..การเอาความรู้ไปให้คนเป็นสิ่งมองเห็นไม่ชัด ..
ไม่เหมือนการสร้างถนน สร้างวัด การสร้างปัญญาให้คน มองไม่เห็น
นักการเมืองจึงยังไม่สนใจ
ตรงนี้จึงทำให้ระบบห้องสมุดถูกกระทบหลายอย่าง เช่น
ตำแหน่งบรรณารักษ์โดยตรงไม่มี ต้องทำหน้าที่สอนด้วย
และทำให้บรรณารักษ์ขาดเครื่องมือ เพราะต้องอาศัยการลงทุนมาก
ภาครัฐยังไม่ได้สนับสนุนตรงนี้
ทำให้บรรณารักษ์เองก็ไม่สามารถทำงานได้ตามหน้าที่มากนัก
ผมอยากให้กลุ่มบรรณารักษ์รวมตัวกันให้ได้
เพื่อสร้างสรรค์ และ
ร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อสังคมให้มากยิ่งขึ้นเพื่อ
เมื่อคนรู้จักห้องสมุดและบรรณารักษ์มากขึ้นแล้ว
ห้องสมุดจะได้รับความสนใจและได้รับการพัฒนามากยิ่งขึ้นในอนาคต
|
|