มรดกความทรงจำด้านภาพและเสียง ตอนจบ
Audiovisual Heritage
เรื่องและภาพประกอบ โดย วลัยลักขณ์  แสงวรรณกูล


จากฉบับที่แล้วได้สัญญาไว้ว่าจะพาข้ามแม่น้ำโขงเพื่อเยือนเวียงจันท์ชมการอนุรักษ์มรดกความทรงจำด้านภาพ
และเสียงของประเทศเพื่อนบ้าน วันนี้ก็จะขอเสนอเป็นตอนจบ โดยจะขอเล่าเรื่องจากภาพไปพร้อม ๆ กัน

เช้าวันที่ 28 สิงหาคม 2550 พวกเราเดินทางจากโรงแรมที่พักเวลา 08.00 น. โดยรถบริษัททัวร์มารับที่โรงแรม
แม้ว่าบริษัททัวร์ที่มารับนั้นเป็นคนไทย แต่รถที่เข้ามารับนั้นเป็นรถจากประเทศลาว ซึ่งมีทั้งสิ้นจำนวน 3 คัน เรา 3
คนจากขอนแก่นถูกจับแยกคนละคัน เนื่องจากการขึ้นรถแต่ละคันนั้นจัดเรียงตามลำดับตัวอักษรของชื่อผู้เข้าร่วม
สัมมนา (สงสัยคนจัดจบบรรณารักษศาสตร์แน่ ๆ
! )
 

เราเดินทางข้ามสะพานแม่น้ำโขงเพื่อเดินทางเข้าประเทศลาวที่บ้านท่านาแล้ง จังหวัดหนองคาย หรือเรียกเป็นทาง

การว่า สะพานมิตรภาพไทย-ลาว
 

 
 





 
  ทิวทัศน์แม่น้ำโขงขณะรถวิ่งผ่านไป และเมื่อสิ้นสุดสะพานก็จะมีป้ายบอกว่าให้รถขับรถทางขวาตั้งแต่จุด
ผ่านป้ายนี้ไป เนื่องจากประเทศลาวการขับรถจะขับ
ด้านขวา

 

 

เมื่อผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองแล้ว พร้อมกับต้องแวะรับมัคคุเทศก์สาวลาวที่ด่านชายแดน  ก็จะใช้เวลารวมประมาณ

30 นาทีเดินทางไปยังหอสมุดแห่งชาติลาวเป็นแห่งแรก
 

  นี่คืออาคารหอสมุดแห่งชาติลาว ซึ่งมีอายุครบรอบ 50 ปีไปเมื่อปี 2006 เป็นอาคารเก่าสไตล์ฝรั่งเศส แม้แต่ชื่อก็ยังคงใช้ภาษาฝรั่งเศส ภาพแรกคือ ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติที่กล่าวต้อนรับคณะผู้เยี่ยมชม




 ภาพภายในอาคารหอสมุด และถึงแม้ว่าจะเป็นหอสมุดแห่งชาติ แต่ภารกิจอีกประการหนึ่งก็คือ การส่งเสริมการอ่านให้กับประชาชนโดยการบริการ ห้องสมุดเคลื่อนที่ผ่าน
ทางรถยนต์


 

  ถัดไปด้านหลังอาคารหอสมุดแห่งชาติ จะเป็นศูนย์อนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประเทศเยอรมัน


เมื่อออกจากหอสมุดแห่งชาติแล้วจุดต่อไปของการแวะเยี่ยมชมคือ ศูนย์สำเนาฟิล์มรูปเงาและวีดิโอแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่จัดหา จัดเก็บ รักษา และให้บริการในด้านฟิล์มภาพยนตร์

 

นางแบบของเราหนึ่งท่าน ยืนถ่ายรูปด้านหน้าส่วนที่เป็น
อาคารเก่า
ส่วนรูปที่มีนางแบบสองท่าน
เป็นอาคารใหม่
อาคารนี้ได้รับการสนับสนุนจากประเทศเวียตนาม


 

  หัวหน้าศูนย์กล่าวต้อนรับ พร้อมเตรียมจัดฉายวีดิทัศน์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ลาวให้ได้ชม
     
  ม้วนฟิล์มที่ถูกจัดเก็บไว้ในห้องที่มีการควบคุมอุณหภูมิอย่างดี และห้ามผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปในห้องนี้ ห้องนี้จำกัดคนเข้าชมได้ครั้งละไม่เกิน 10 คน เนื่องจากอุณหภูมิจากร่างกายอาจทำให้อุณหภูมิภายในห้องเปลี่ยนแปลง และอาจสร้างความเสียหายให้กับฟิล์มได้

 

 

 


ต่อจากนั้นถึงเวลาพักรับประทานอาหารกัน .. เราไปที่ ..
 


ร้านอาหารคัวลาว ที่คณะแวะรับประทานอาหารกลางวัน อาหารอร่อยมาก แต่ราคาก็แพงมากเช่นกัน เพราะราคาจะตั้งเป็น US Dollars


พอเสร็จจากรับประทานอาหารกลางวัน เพื่อให้เหมาะสมกับคณะทัวร์คนไทย ก็ต้องมีการช้อปปิ้ง กันหน่อย สำหรับตลาดสำหรับการจับจ่ายใช้สอยที่ใกล้ที่สุด และอยู่ใจกลางเมือง
ก็คือ ตลาดเช้า แม้ว่าจะได้ชื่อว่าตลาดเช้า แต่ก็เปิดขายของจนถึงประมาณบ่าย 4 โมง

มัคคุเทศก์ชาวลาวบอกว่าที่ได้ขึ้นชื่อว่า ตลาดเช้านี้ ก็เนื่องจากว่าสมัยที่ฝรั่งเศสปกครองประเทศลาวอยู่นั้น ชาวฝรั่งเศสจะนำสินค้ามาขายที่ตลาดนี้ตั้งแต่เช้าจนถึงเวลาประมาณ
10.00 น. ตลาดนี้จึงได้ถูกเรียกว่าเป็นตลาดเช้า แม้ว่าในปัจจุบันจะเปิดขายตลอดวันแล้วก็ตาม ส่วนสินค้าที่วางจำหน่ายนั้นก็จะมีทั้งของที่ระลึก ผ้าไหม เครื่องเงิน รวมถึงสินค้าดัง
ทุกยี่ห้อ(ก๊อป) สามารถซื้อหาได้โดยทั่วไป

เมื่อช้อปปิ้งกันพอจะกระเป๋าเบากันขึ้นหน่อยแล้ว ทางคณะก็เดินทางต่อไปชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติของลาว เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ของชาติลาว ทั้งชนเผ่า วัตถุ เรื่องราวและพัฒนาการจากการผ่านสงครามอินโดจีนมายาวนาน
 

นี่คือโฉมหน้าของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติลาว และ
เจ้าหน้าที่ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับดินแดนและประวัติศาสตร์ที่
สำคัญของชาติลาว

 

หอวัฒนธรรมแห่งชาติจะตั้งอยู่ตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์ ซึ่งคณะไม่ได้เข้าชม เป็นอาคารใหม่ที่จัดสร้างขึ้น อย่างสวย
งาม และคงความเป็นเอกลักษณ์ของลาวทั้งหมด



ออกจากจุดนี้แล้วบริษัทที่รับจัดทัวร์ ก็ได้พาคณะชมรอบเมืองของนครหลวงเวียงจันทน์ อันได้แก่ ประตูชัย พระธาตุหลวง เป็นต้น ก่อนที่จะพาเราข้ามสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว
เพื่อกลับประเทศอันเป็นบ้านเกิด

 

ประตูชัยที่ได้รับการสร้างและบูรณะขึ้นมาใหม่ และจัดบริเวณโดยรอบเป็นสวนสาธารณะเพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนของชาวเวียงจันทน์ และนักท่องเที่ยว


 

ภาพถ่ายจากบนรถของพระธาตุหลวง วัดพระธาตุที่ศักดิ์สิทธิ์และคู่บ้านคู่เมืองของประเทศลาว ส่วนด้านทางเข้าจะเป็นกุฏิที่พักของคณะสงฆ์ที่มาประชุมกันในเทศกาลวันขึ้นพระธาตุ การก่อสร้างอาคารนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ จากประเทศไทย

 

 

 

    คณะเราปิดฉากการสัมมนาครั้งนี้ ด้วยการสังสรรค์ที่ร้านอาหารแดงแหนมเนืองกับบรรยากาศของสองฝั่งโขง

     อย่างประทับใจ

 

 

 

 

 


แม้ว่าการประชุมจะสิ้นสุดลงด้วยเหตุของกาลเวลาที่มีจำกัด แต่สิ่งที่ได้งอกงามขึ้นใหม่นั่นคือ มิตรภาพและความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น บางกลุ่ม บางคนเริ่มที่จะแลกเปลี่ยนความรู้และเริ่มสร้างเครือข่ายของการทำงาน สิ่งที่ตามมาก็คือเมื่อถึงหนองคายจึงได้นัดสังสรรค์กันต่อที่ร้านอาหารแดงแหนมเนือง ที่ใครๆ ก็ต้องแวะมาชิมเมื่อได้มาเยือนหนองคาย ก่อนที่จะแยกย้ายกลับภูมิลำเนาของแต่ละคน .. จบ.

 

© librarainmagazine.com. All Rights Reserved.