สืบเนื่องมาจากเมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2550
ผู้เขียนได้รับจดหมายเชิญชวนจากกระทรวงศึกษาธิการ
ให้เข้าร่วมการสัมมนาเครือข่ายระดับชาติ
ด้านการอนุรักษ์และเผยแพร่เอกสารมรดกภูมิปัญญาไทย ครั้งที่ 4
เรื่อง
“มรดกความทรงจำด้านภาพและเสียง”
ซึ่งมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษที่ค่อนข้างยาวว่า 4th. National
Network Seminar on the Preservation and Dissemination of the
Documentary Heritage of Thai Indigenous Knowledge : Audiovisual
Heritage
เจ้าภาพในการจัดสัมมนาครั้งนี้ก็คือ
คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม
แห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) กระทรวงศึกษาธิการ
ผู้เขียนต้องยอมรับโดยดุษฎีว่าเมื่ออ่านหัวข้อการสัมมนาในครั้งนี้แล้ว
ผู้เขียนยังไม่มีเคยมีความรู้ในเรื่องใด ๆ
เกี่ยวกับหัวข้อการสัมมนาในครั้งนี้เลย
แม้ว่าหัวข้อจะบอกว่าการสัมมนาครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 แล้วก็ตาม
แต่ยังคิดเข้าข้างตัวเองอยู่ว่ามันน่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานที่รับผิดชอบอยู่บ้างจึงได้รับจดหมายเชิญชวนในครั้งนี้
แม้ว่าจดหมายที่ได้รับนั้นเกินกำหนดที่จะตอบรับแล้ว แต่เราทั้ง 3
คนที่ทำงานร่วมกันอยู่ก็ขอให้ทางคณะทำงานรับทีมของเราเพิ่มเติมด้วย
เนื่องจากจดหมายมาถึงเราก็ล่าช้ากว่ากำหนดไปแล้ว
ทางคณะกรรมการจัดงานก็น่ารักมาก ไม่ปฏิเสธข้อแม้ใด ๆ
โดยยินดีรับเรา 3 ชีวิตเข้าร่วมการสัมมนาในครั้งนี้
กำหนดการสัมมนามีขึ้น 2 วันคือวันที่ 27-28 สิงหาคม 2550 โดยวันที่
27 นั้นจะจัดสัมมนาในประเทศไทย ณ โรงแรมหนองคายแกรนด์ อำเภอเมือง
จังหวัดหนองคาย ส่วนวันที่ 28 สิงหาคม
พวกเราที่เข้าสัมมนาก็จะได้เดินทางข้ามแม่น้ำโขงไปยังประเทศเพื่อนบ้านคือ
ประเทศลาว
เพื่อศึกษาดูงานการจัดเก็บและการอนุรักษ์มรดกความทรงจำด้านภาพและเสียงที่หอสมุดแห่งชาติและหอจดหมายเหตุแห่งชาติลาว

เรา 3 ชีวิต
ออกเดินทางจากจังหวัดขอนแก่นด้วยรถยนต์ส่วนตัวตั้งแต่ 6
โมงเช้าของวันที่ 27 สิงหาคม เนื่องด้วยต้องการประหยัดค่าที่พัก 1
คืน
เพราะค่าที่พักนี้ทางคณะกรรมการจัดสัมมนาไม่ได้ออกค่าใช้จ่ายให้
เราถึงหนองคาย 8.30 น. ซึ่งก็ทันการลงทะเบียนพอดี
ผู้เขียนต้องยอมรับอีกข้อหนึ่งว่า
การเข้าสัมมนาในครั้งนี้ผิดแผกแตกต่างไปจากการสัมมนาที่เคยผ่านมาแล้ว
ประการแรกก็คือ
ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะไม่ใช่กลุ่มเดิมที่คุ้นเคยเช่นทุกครั้ง
เนื่องจากเนื้อหาการสัมมนาในครั้งนี้มีความแตกต่างออกไปจากสาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์ที่ผู้เขียนรับผิดชอบอยู่อย่างสิ้นเชิง
นอกจากนี้ก็ยังมีหัวข้อของการสัมมนาที่อยู่ในกำหนดการที่แจกมานั้น
ก็ยอมรับอีกว่ายังไม่มีความรู้
หรือทราบว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไรในด้านไหน
เหมือนกับหลงเข้าไปอยู่ในโลกใหม่อีกโลกหนึ่งของการทำงานทีเดียว
แต่ในใจแล้วรู้สึกดีใจอยู่เหมือนกันในแง่ที่ว่า
เราจะได้เรียนรู้ในสิ่งใหม่ที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อน
น่าจะเป็นการเปิดโลกทัศน์ของเราให้กว้างขวางขึ้น
เพราะแหล่งเรียนรู้ของมวลมนุษยชาตินั้น
มิได้มีเพียงสิ่งที่อยู่เฉพาะในห้องสมุดเท่านั้น
แต่ทุกอย่างที่เป็นมรกดทางวัฒนธรรมด้านอื่น ๆ
ที่นอกเหนือจากหนังสือก็สำคัญไม่แพ้กัน
ซึ่งก็มีคุณค่าที่จะต้องเก็บรักษา
และอนุรักษ์ไว้เพื่อเผยแพร่ให้กับอนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้าในเชิงประวัติศาสตร์ต่อไป
เนื้อหาของการสัมมนาในวันแรกนั้น มีวิทยากรมาให้ความรู้
และเน้นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และเผยแพร่เอกสารมรดกภูมิปัญญาไทย
โดยเริ่มจาก ศาสตราจารย์คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต
ประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลก
ที่มาให้ความรู้ในเรื่องของเครือข่ายและการสร้างเครือข่าย
ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า เอกสารมรดกภูมิปัญญาไทยนั้น
มีอยู่ในความครอบครอง มีวิธีการอนุรักษ์และเผยแพร่ (หรือไม่ต้องการเผยแพร่ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง)
นั้น ปรากฏว่ามีอยู่หลากหลาย เช่นการครอบครองขององค์กร (ภาครัฐ)
ซึ่งมีหน่วยราชการหลักคือ หอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ
หรือห้องสมุด ห้องสมุดเฉพาะ ห้องสมุดวัด รวมถึงศาสนสถาน
หรือหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งห้องสมุดส่วนตัวของเอกชน
ทำให้มีการกระจัดกระจายกันอยู่ ไม่มีการรวมพลัง
ปี พ.ศ. 2535 คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ
ได้ประกาศแผน “มรดกความทรงจำโลก
( Memory of the World)”
และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลก
เพื่อดูแลและปฏิบัติภารกิจในด้านเอกสารของไทยซึ่งมีอยู่ตามองค์กรต่างๆ ให้มีการรวมกลุ่มเพื่อติดต่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์
ร่วมกันจรรโลงคุณค่าของมรดกของชาติในด้านนี้
ตั้งแต่เรื่องของเอกสารมรดกความทรงจำ สภาพของเอกสาร
วิธีการอนุรักษ์เผยและแพร่
ซึ่งในเรื่องนี้ถือเป็นวัตถุประสงค์หลักของการจัดสัมมนาในครั้งนี้ทีเดียว
|
|
|

วิทยากรคนต่อมา
เป็นชาวออสเตรเลียที่จัดได้ว่าเป็นผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดเก็บและการอนุรักษ์มรดกความทรงจำด้านภาพและเสียง
คือ Mr. Ray Edmondson ได้บรรยายในหัวข้อ “ความสำคัญของการอนุรักษ์และเผยแพร่มรดกความทรงจำด้านภาพและเสียง
(significance of preserving and disseminating the audiovisual
heritage)” โดยมี ดร. ม.ร.ว. รุจยา อาภากร
เป็นผู้ดำเนินรายการและสรุปภาคภาษาไทย
วิทยากรท่านนี้ได้ให้ความรู้ครบทุกขั้นตอนเกี่ยวกับมรดกความทรงจำด้านภาพและเสียง
ตั้งแต่ความหมาย ประเภทและรูปแบบ
ความสำคัญที่ต้องมีการจัดเก็บและการอนุรักษ์ การนำออกเผยแพร่
ผลกระทบจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปที่ทำให้ต้องมีการดัดแปลงรูปแบบของสื่อโสตที่จัดเก็บไว้
การสร้างเครือข่าย
โดยวิทยากรได้ถ่ายทอดจากประสบการณ์ที่ได้ดำเนินการมาแล้วจากในประเทศออสเตรเลีย
นอกจากนี้ยังได้ทราบว่าวิทยากรท่านนี้ได้เป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำแก่องค์กรหรือหน่วยงานอีกหลายแห่งในประเทศไทย
และภูมิภาคอาเซียนในการจัดตั้งโครงการการอนุรักษ์ด้านภาพและเสียง

โฉมหน้า Mr. Ray Edmondson

ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศออสเตรเลีย
กลับมาทางประเทศไทยของเรากันบ้าง นายโดม สุขวงศ์
หัวหน้างานอนุรักษ์ภาพยนตร์ หอภาพยนตร์แห่งชาติ
สำนักหอจดหมายแห่งชาติ
ได้มาอภิปรายและให้ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์และเผยแพร่มรดกความทรงจำด้านภาพและเสียง
ซึ่งคุณโดม ได้เน้นให้เห็นถึงความสำคัญของฟิล์มภาพยนตร์ แผ่นเสียง
ซึ่งจัดเป็นเอกสารสำคัญทางจดหมายเหตุ
แม้ว่าจัดเป็นเอกสารจดหมายเหตุที่สำคัญแต่ก็ค่อนข้างวิกฤตเพราะขาดแผนการพัฒนาดูแลอย่างเด่นชัด
และนอกจากนี้เทคโนโลยีสมัยใหม่ก็เข้ามามีผลกระทบอย่างรวดเร็ว
สื่อต่าง ๆ ที่เก็บอยู่ในรูปฟิล์มไม่สามารถออกให้บริการได้
ทั้งนี้เทคโนโลยีที่ใช้ในการเผยแพร่ไม่มีการผลิตแล้ว
ดังนั้นจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นสื่ออย่างอื่น
ซึ่งหมายถึงว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้น
ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐเพิ่มขึ้น
แต่โดยสภาพที่แท้จริงแล้วในปัจจุบันหอภาพยนตร์แห่งชาติก็ยังขาดความเหลียวแลที่แท้จริงจากรัฐบาล
ในขณะที่มรดกโสตทัศน์ที่ทางหอจดหมายเหตุได้รับมานั้นก็ถูกทำลายไปมาก
ซึ่งทำให้ข้อมูลขาดความสมบูรณ์ในการอ้างอิง
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่มีความมุ่งมั่นที่จะจัดเก็บมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นอีสาน
อาจารย์ทม เกตุวงศา
ได้เป็นวิทยากรนำเสนอเรื่องของจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยมหาสารคามกับมรดกทางภูมิปัญญา
แม้ทางมหาวิทยาลัยมหาสารคามจะออกตัวว่าการดำเนินการครั้งนี้ยังเป็นเพียงการเริ่มต้น
โดยยังเป็นโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคามเท่านั้น
แต่เมื่อฟังแผนการดำเนินงาน
และผลงานบางส่วนที่ได้ดำเนินการไปแล้วก็น่าทึ่งอย่างมาก
เพราะมีการวางแผนไว้เป็นอย่างดี มีการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม
และฝึกให้นักศึกษาที่สนใจเข้ามาช่วยงาน
ความมุ่งหวังที่สูงสุดของพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ท่านวิทยากรได้ทิ้งประโยคทองไว้อย่างน่าสนใจว่า “ทำอย่างไรที่จะทำให้คนที่ได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้รู้สึกถึงกลิ่นไอของวัฒนธรรมอีสานเมื่อเดินออกไป”
(เรื่องนี้ยังไม่จบค่ะ
..
อ่านต่อฉบับหน้า
พร้อมเรื่องราวการเดินทางที่ผู้เขียนจะพาคุณข้ามแม่น้ำโขงเพื่อไปเยือนวัฒนธรรมของเพื่อนบ้านที่มีนามว่า
“ประเทศลาว” กันค่ะ )
|