“ทำอย่างไรที่จะทำให้คนที่ได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้รู้สึกถึงกลิ่นไอของวัฒนธรรมอีสานเมื่อเดินออกไป”
อาจารย์ทม เกตุวงศา
 

 


มรดกความทรงจำด้านภาพและเสียง

Audiovisual Heritage

เรื่องและภาพประกอบ โดย วลัยลักขณ์  แสงวรรณกูล

รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการวิชาการ สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำหน้าที่หัวหน้ากลุ่มภารกิจพิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุ
และ บรรณารักษ์ประจำห้องสมุดคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น E-mail:walsae@kku.ac.th


 

 

        สืบเนื่องมาจากเมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2550 ผู้เขียนได้รับจดหมายเชิญชวนจากกระทรวงศึกษาธิการ ให้เข้าร่วมการสัมมนาเครือข่ายระดับชาติ ด้านการอนุรักษ์และเผยแพร่เอกสารมรดกภูมิปัญญาไทย ครั้งที่ 4 เรื่อง
“มรดกความทรงจำด้านภาพและเสียง” ซึ่งมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษที่ค่อนข้างยาวว่า 4th. National Network Seminar on the Preservation and Dissemination of the Documentary Heritage of Thai Indigenous Knowledge : Audiovisual Heritage

           เจ้าภาพในการจัดสัมมนาครั้งนี้ก็คือ คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) กระทรวงศึกษาธิการ ผู้เขียนต้องยอมรับโดยดุษฎีว่าเมื่ออ่านหัวข้อการสัมมนาในครั้งนี้แล้ว ผู้เขียนยังไม่มีเคยมีความรู้ในเรื่องใด ๆ เกี่ยวกับหัวข้อการสัมมนาในครั้งนี้เลย แม้ว่าหัวข้อจะบอกว่าการสัมมนาครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 แล้วก็ตาม   แต่ยังคิดเข้าข้างตัวเองอยู่ว่ามันน่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานที่รับผิดชอบอยู่บ้างจึงได้รับจดหมายเชิญชวนในครั้งนี้ แม้ว่าจดหมายที่ได้รับนั้นเกินกำหนดที่จะตอบรับแล้ว แต่เราทั้ง 3 คนที่ทำงานร่วมกันอยู่ก็ขอให้ทางคณะทำงานรับทีมของเราเพิ่มเติมด้วย เนื่องจากจดหมายมาถึงเราก็ล่าช้ากว่ากำหนดไปแล้ว ทางคณะกรรมการจัดงานก็น่ารักมาก ไม่ปฏิเสธข้อแม้ใด ๆ โดยยินดีรับเรา 3 ชีวิตเข้าร่วมการสัมมนาในครั้งนี้

           กำหนดการสัมมนามีขึ้น 2 วันคือวันที่ 27-28 สิงหาคม 2550 โดยวันที่ 27 นั้นจะจัดสัมมนาในประเทศไทย ณ โรงแรมหนองคายแกรนด์ อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ส่วนวันที่ 28 สิงหาคม พวกเราที่เข้าสัมมนาก็จะได้เดินทางข้ามแม่น้ำโขงไปยังประเทศเพื่อนบ้านคือ ประเทศลาว เพื่อศึกษาดูงานการจัดเก็บและการอนุรักษ์มรดกความทรงจำด้านภาพและเสียงที่หอสมุดแห่งชาติและหอจดหมายเหตุแห่งชาติลาว
 

 



                          



                  เรา 3 ชีวิต
ออกเดินทางจากจังหวัดขอนแก่นด้วยรถยนต์ส่วนตัวตั้งแต่ 6 โมงเช้าของวันที่ 27 สิงหาคม เนื่องด้วยต้องการประหยัดค่าที่พัก 1 คืน เพราะค่าที่พักนี้ทางคณะกรรมการจัดสัมมนาไม่ได้ออกค่าใช้จ่ายให้ เราถึงหนองคาย 8.30 น. ซึ่งก็ทันการลงทะเบียนพอดี ผู้เขียนต้องยอมรับอีกข้อหนึ่งว่า การเข้าสัมมนาในครั้งนี้ผิดแผกแตกต่างไปจากการสัมมนาที่เคยผ่านมาแล้ว ประการแรกก็คือ ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะไม่ใช่กลุ่มเดิมที่คุ้นเคยเช่นทุกครั้ง เนื่องจากเนื้อหาการสัมมนาในครั้งนี้มีความแตกต่างออกไปจากสาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์ที่ผู้เขียนรับผิดชอบอยู่อย่างสิ้นเชิง


              นอกจากนี้ก็ยังมีหัวข้อของการสัมมนาที่อยู่ในกำหนดการที่แจกมานั้น ก็ยอมรับอีกว่ายังไม่มีความรู้ หรือทราบว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไรในด้านไหน เหมือนกับหลงเข้าไปอยู่ในโลกใหม่อีกโลกหนึ่งของการทำงานทีเดียว แต่ในใจแล้วรู้สึกดีใจอยู่เหมือนกันในแง่ที่ว่า เราจะได้เรียนรู้ในสิ่งใหม่ที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อน น่าจะเป็นการเปิดโลกทัศน์ของเราให้กว้างขวางขึ้น เพราะแหล่งเรียนรู้ของมวลมนุษยชาตินั้น มิได้มีเพียงสิ่งที่อยู่เฉพาะในห้องสมุดเท่านั้น แต่ทุกอย่างที่เป็นมรกดทางวัฒนธรรมด้านอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากหนังสือก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งก็มีคุณค่าที่จะต้องเก็บรักษา และอนุรักษ์ไว้เพื่อเผยแพร่ให้กับอนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้าในเชิงประวัติศาสตร์ต่อไป


               เนื้อหาของการสัมมนาในวันแรกนั้น มีวิทยากรมาให้ความรู้ และเน้นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และเผยแพร่เอกสารมรดกภูมิปัญญาไทย โดยเริ่มจาก ศาสตราจารย์คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลก ที่มาให้ความรู้ในเรื่องของเครือข่ายและการสร้างเครือข่าย ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า เอกสารมรดกภูมิปัญญาไทยนั้น มีอยู่ในความครอบครอง มีวิธีการอนุรักษ์และเผยแพร่ (หรือไม่ต้องการเผยแพร่ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง) นั้น ปรากฏว่ามีอยู่หลากหลาย เช่นการครอบครองขององค์กร (ภาครัฐ) ซึ่งมีหน่วยราชการหลักคือ หอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ หรือห้องสมุด ห้องสมุดเฉพาะ ห้องสมุดวัด รวมถึงศาสนสถาน หรือหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งห้องสมุดส่วนตัวของเอกชน ทำให้มีการกระจัดกระจายกันอยู่ ไม่มีการรวมพลัง

                  ปี พ.ศ. 2535
คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ได้ประกาศแผน “มรดกความทรงจำโลก ( Memory of the World)” และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลก เพื่อดูแลและปฏิบัติภารกิจในด้านเอกสารของไทยซึ่งมีอยู่ตามองค์กรต่างๆ ให้มีการรวมกลุ่มเพื่อติดต่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ร่วมกันจรรโลงคุณค่าของมรดกของชาติในด้านนี้ ตั้งแต่เรื่องของเอกสารมรดกความทรงจำ สภาพของเอกสาร วิธีการอนุรักษ์เผยและแพร่ ซึ่งในเรื่องนี้ถือเป็นวัตถุประสงค์หลักของการจัดสัมมนาในครั้งนี้ทีเดียว
 
 

   

 

                วิทยากรคนต่อมา เป็นชาวออสเตรเลียที่จัดได้ว่าเป็นผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดเก็บและการอนุรักษ์มรดกความทรงจำด้านภาพและเสียง คือ Mr. Ray Edmondson ได้บรรยายในหัวข้อ “ความสำคัญของการอนุรักษ์และเผยแพร่มรดกความทรงจำด้านภาพและเสียง (significance of preserving and disseminating the audiovisual heritage)” โดยมี ดร. ม.ร.ว. รุจยา อาภากร เป็นผู้ดำเนินรายการและสรุปภาคภาษาไทย วิทยากรท่านนี้ได้ให้ความรู้ครบทุกขั้นตอนเกี่ยวกับมรดกความทรงจำด้านภาพและเสียง ตั้งแต่ความหมาย ประเภทและรูปแบบ ความสำคัญที่ต้องมีการจัดเก็บและการอนุรักษ์ การนำออกเผยแพร่ ผลกระทบจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปที่ทำให้ต้องมีการดัดแปลงรูปแบบของสื่อโสตที่จัดเก็บไว้ การสร้างเครือข่าย โดยวิทยากรได้ถ่ายทอดจากประสบการณ์ที่ได้ดำเนินการมาแล้วจากในประเทศออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังได้ทราบว่าวิทยากรท่านนี้ได้เป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำแก่องค์กรหรือหน่วยงานอีกหลายแห่งในประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียนในการจัดตั้งโครงการการอนุรักษ์ด้านภาพและเสียง




 



              โฉมหน้า Mr. Ray Edmondson
              ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศออสเตรเลีย

 

 

 

 

 

 

              กลับมาทางประเทศไทยของเรากันบ้าง นายโดม สุขวงศ์ หัวหน้างานอนุรักษ์ภาพยนตร์ หอภาพยนตร์แห่งชาติ สำนักหอจดหมายแห่งชาติ ได้มาอภิปรายและให้ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์และเผยแพร่มรดกความทรงจำด้านภาพและเสียง ซึ่งคุณโดม ได้เน้นให้เห็นถึงความสำคัญของฟิล์มภาพยนตร์ แผ่นเสียง ซึ่งจัดเป็นเอกสารสำคัญทางจดหมายเหตุ แม้ว่าจัดเป็นเอกสารจดหมายเหตุที่สำคัญแต่ก็ค่อนข้างวิกฤตเพราะขาดแผนการพัฒนาดูแลอย่างเด่นชัด และนอกจากนี้เทคโนโลยีสมัยใหม่ก็เข้ามามีผลกระทบอย่างรวดเร็ว สื่อต่าง ๆ ที่เก็บอยู่ในรูปฟิล์มไม่สามารถออกให้บริการได้ ทั้งนี้เทคโนโลยีที่ใช้ในการเผยแพร่ไม่มีการผลิตแล้ว ดังนั้นจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นสื่ออย่างอื่น ซึ่งหมายถึงว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐเพิ่มขึ้น แต่โดยสภาพที่แท้จริงแล้วในปัจจุบันหอภาพยนตร์แห่งชาติก็ยังขาดความเหลียวแลที่แท้จริงจากรัฐบาล ในขณะที่มรดกโสตทัศน์ที่ทางหอจดหมายเหตุได้รับมานั้นก็ถูกทำลายไปมาก ซึ่งทำให้ข้อมูลขาดความสมบูรณ์ในการอ้างอิง

           มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่มีความมุ่งมั่นที่จะจัดเก็บมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นอีสาน อาจารย์ทม เกตุวงศา ได้เป็นวิทยากรนำเสนอเรื่องของจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยมหาสารคามกับมรดกทางภูมิปัญญา แม้ทางมหาวิทยาลัยมหาสารคามจะออกตัวว่าการดำเนินการครั้งนี้ยังเป็นเพียงการเริ่มต้น โดยยังเป็นโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคามเท่านั้น แต่เมื่อฟังแผนการดำเนินงาน และผลงานบางส่วนที่ได้ดำเนินการไปแล้วก็น่าทึ่งอย่างมาก เพราะมีการวางแผนไว้เป็นอย่างดี มีการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม และฝึกให้นักศึกษาที่สนใจเข้ามาช่วยงาน ความมุ่งหวังที่สูงสุดของพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ท่านวิทยากรได้ทิ้งประโยคทองไว้อย่างน่าสนใจว่า “ทำอย่างไรที่จะทำให้คนที่ได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้รู้สึกถึงกลิ่นไอของวัฒนธรรมอีสานเมื่อเดินออกไป”

(เรื่องนี้ยังไม่จบค่ะ .. อ่านต่อฉบับหน้า พร้อมเรื่องราวการเดินทางที่ผู้เขียนจะพาคุณข้ามแม่น้ำโขงเพื่อไปเยือนวัฒนธรรมของเพื่อนบ้านที่มีนามว่า “ประเทศลาว” กันค่ะ  )

 

© librarainmagazine.com. All Rights Reserved.