ทราบว่าอาจารย์จบปริญญาตรีประวัติศาสตร์ และปริญญาโทบรรณารักษ์
ทั้งสองศาสตร์นี้มีจุดที่เชื่อมกันได้ในเรื่องใดบ้างคะ?
จุดร่วมของ ประวัติศาสตร์ และบรรณารักษ์ทั้งสองวิชานี้น่าจะอยู่ที่
ความเป็นมนุษย์ศาสตร์ค่ะ
เพราะมันเกี่ยวพันกับการอ่านหนังสือของคน
อะไรเป็นเหตุผลให้คนจบประวัติศาสตร์อย่างอาจารย์
เลือกที่จะต่อโทบรรณารักษ์คะ?
สำหรับตัวเราไม่มีคำว่าแรงบันดาลใจค่ะ
เหตุผลก็คือ เคยลงเรียนบรรณารักษ์ไว้ตอนอยู่ปีหนึ่ง
แต่เป็นคนขี้เกียจเรียน
คนเรียนบรรณารักษ์ต้องเป็นคนขยันเข้าห้องเรียนตลอด
เพราะเขาจะมีกำหนดไว้ว่าห้ามขาดเรียนเกินแปดครั้ง
แต่เราขาดจนครบ ก็เลยเปลี่ยนไปเลือกเรียนประวัติศาสตร์แทนเพราะเริ่มมีแฟนเรียนอยู่ประวัติศาสตร์
(หัวเราะ)
แล้วก็เรียนจนจบ
พอจบแล้วพ่อก็บอกว่าให้เลือกชีวิตว่าจะทำงานหรือเรียนต่อ
เราก็เลยเลือกเรียนต่อดีกว่า
ที่เลือกเรียนโทบรรณารักษ์ เพราะพี่สาวบอกว่าเป็นอาชีพหนึ่งที่มั่นคง
และตัวเราเองก็อยู่ในครอบครัวที่รักการอ่านด้วย
เรียนไปแล้วก็โอเค. ค่ะ ใช้ประโยชน์ได้กับตัวเอง
โชคดีด้วยที่ได้ครูดีที่รู้จักความเป็นตัวเราว่าน่าจะเหมาะกับอะไร
ยังเรียนไม่ทันจบด้วยซ้ำ อาจารย์ก็ดึงมาทำงานตอบคำถามในห้องสมุด
พอเรียนจบแล้วก็ทำงานแทนอาจารย์ไปเลย
งานตอบคำถามคนต้องอาศัยประสบการณ์ที่เพียงพอเหมือนกัน
อย่างน้อยก็ต้องมีข้อมูลเพียงพอที่จะตอบคำถามคนข้างนอกได้
จึงจะไม่ตกเป็นเหยื่อของคำถามที่คนจะเข้ามาถามอะไรจากเราได้ทุกอย่าง
การเรียนประวัติศาสตร์และงานบรรณารักษ์สร้างลักษณะความคิดหรือความเป็นคนอย่างไรให้กับอาจารย์บ้างคะ?
การเรียนประวัติศาสตร์สี่ปี สอนเราว่า
“ไม่มีทฤษฏีไหนที่แน่นอน”
เพราะประวัติศาสตร์ขึ้นอยู่กับคนเขียน
ว่าใครเป็นคนเขียนประวัติศาสตร์
เป็นการบอกเล่าที่มนุษย์เป็นคนตีความ
ประวัติศาสตร์จึงขึ้นอยู่กับมุมมองของมนุษย์
ว่ามีหลักฐานอ้างอิงได้แค่ไหน
ประวัติศาสตร์ที่เขียนโดยสามัญชนก็จะไม่เหมือนกับที่เจ้าเขียน
เพราะฉะนั้นเมื่อมีอะไรใหม่ที่ดีพอก็มาหักล้างของเก่าได้ตลอด
ในขณะที่คนทั่วไปมักจะเชื่อสิ่งที่บอกตามกันมาอย่างตายตัว
ทั้งที่ตำราประวัติศาสตร์เขียนใหม่ได้ตลอด
ตัวเราโชคดีได้อาจารย์ดีด้วยที่ให้แนวคิดที่น่าสนใจกับเรา
ช่วยเปิดมุมมองเราขึ้นไป
อาจจะเป็นเพราะเราอยู่ในยุคที่ดีและเราเรียนธรรมศาสตร์ด้วย
ก็ต้องยกความดีให้ธรรมศาสตร์ การเรียนประวัติศาสตร์จึงทำให้เราพร้อมที่จะเปิดรับอะไรใหม่ๆ
ที่เกิดขึ้นบนโลกอยู่ตลอดเวลา
ส่วนการเรียนโทบรรณารักษ์
ก็โชคดีที่มีครูดี
ตอนที่เรียนจะ ต้องไปหาบทความภาษาอังกฤษมาอ่านทุกสัปดาห์
ในเรื่องของงานบรรณารักษ์ ความสนุกของงาน
ก็คือการที่เราได้ผ่านตาหนังสือหลากหลาย
ว่าน่าสนุก น่าจะเผยแพร่ออกไป วิเคราะห์หนังสือว่าเหมาะกับกลุ่มไหน
ลักษณะงานบรรณารักษ์ถ้าเปรียบภาพให้เห็นชัดเจนขี้นก็น่าจะคล้ายกับผู้จัดการบุ๊คสโตร์สักแห่งเพียงแต่ของเราเป็นห้องสมุด
การได้เรียนสองศาสตร์ที่ต่างกันออกไป
ทำให้เกิดประโยชน์ในเรื่องของความกล้าที่จะคิดนอกกรอบ
และมองว่าการเรียนตรีและโทในสาขาที่ต่างกันน่าจะช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น
กว้างขึ้น ไม่ติดอยู่ในกรอบใดที่จะเป็นตัวกั้นประสิทธิภาพในการทำงาน
สำหรับคนทำงานบรรณารักษ์นั้น การมองภาพในมุมกว้าง
มองเห็นภาพรวมขององค์กรมากกว่าที่จะทำแต่ในส่วนงานของตัวเองน่าจะให้ผลที่ดีมากกว่า
จะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้มากกว่า
และพร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
เพื่อตอบสนองตัวงานได้ เช่น ในเรื่องไอที
ที่ในยุคนี้เป็นทักษะที่จำเป็นมาก
นี่คือบรรณารักษ์แบบที่เราต้องการ
หน้าที่รับผิดชอบตามตำแหน่งงานของอาจารย์อยู่ในเรื่องใดบ้างคะ?
งานในหน้าที่โดยตรงเป็นเรื่องของการส่งเสริมการใช้ห้องสมุด
และเป็นที่ปรึกษาให้กับบรรณารักษ์ในการทำวิจัยค่ะ
ส่งเสริมให้บรรณารักษ์หาเวลาจากงานประจำมาทำวิจัยบ้างเพื่อความก้าวหน้าในสายอาชีพตัวเอง
ซึ่งเราจะมีทุนให้สำหรับคนที่เสนอหัวข้อมาแล้วผ่าน
หน้าที่คือเป็นพี่เลี้ยงช่วยประคับประคองให้งานวิจัยแต่ละชิ้นจบลงด้วยดี
ส่วนใหญ่คนอ่านหนังสือในห้องสมุดจะนิยมอ่านหนังสือประเภทไหนมากที่สุดคะ?
อันดับหนึ่ง คือ
หนังสือวิชาการ เพื่อการค้นคว้า วิจัย หรือทำรายงาน
รองลงมาคือหนังสือประเภทสารคดี หนังสือนวนิยาย
และหนังสือเด็กตามลำดับ
ส่วนใหญ่ผู้ใช้บริการจะเป็นกลุ่มนักศึกษาไม่ใช่อาจารย์
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมีหนังสือเองอยู่แล้วหรือเปล่า
แต่เป็นอย่างนี้ทุกมหาวิทยาลัย
เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ห้องสมุดเป็นอย่างไรบ้างคะ?
เรามีจดหมายข่าวเดือนละครั้งสำหรับหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย
เพื่อเล่าเรื่องราวกิจกรรมต่างๆ ของห้องสมุดค่ะ
แต่คิดว่าไม่ค่อยเกิดผลอะไรมากนัก
เพราะเป็นแค่การบอกเล่าว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน
บางครั้งหนังสือดีๆ นอนอยู่บนหิ้งเฉยๆ
เราต้องดูว่าทำยังไงให้หนังสือออกไปหาคนไม่ใช่รอให้เขาต้องการแล้วเข้ามาหยิบ
เราต้องเปลี่ยนเป็นเชิงรุกมากขึ้น
ก็มีการเอาตำราดีๆ มาแนะนำ ทำให้มันดูดีน่าอ่าน
เรื่องนี้เว็บไซต์ช่วยได้มากแต่ก็ยังเป็นแค่กลุ่มคนเล็กๆ
เฉลี่ยแล้วมีคนเข้าชมเว็บของเราเดือนละสามหมื่นคน
ซึ่งเราคิดว่ายังไม่พอ ลูกค้าประจำก็ต้องเข้าประจำอยู่แล้ว
ปัญหาคือจะหาลูกค้าใหม่ยังไง
เราก็มีการทำกระเป๋าผ้าและเสื้อยืดห้องสมุดซึ่งจะมีชื่อเว็บไซต์ติดอยู่ด้วย
ขายข้างล่างห้องสมุดที่นี่ ขายดีใช้ได้
แต่ยังไม่ได้ประเมินว่าช่วยเพิ่มปริมาณคนใช้เว็บหรือเปล่า
ปัญหาทั่วไปในงานบรรณารักษ์มีอะไรบ้างคะ?
ปัญหาระหว่างห้องสมุด ก็คือความร่วมมือกันที่ยังน้อยอยู่
ระบบการศึกษาของไทยยังไม่เหมือนเมืองนอก เรายังขาด
subject specialist
มาช่วยในเรื่องการจัดการเฉพาะหมวด
เช่น วิทยาศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ ฯลฯ
ซึ่งเมืองนอกเขาจะมีการแยกเรียนเฉพาะสายไปเลย
ทำให้มีการจัดการเฉพาะที่ดีกว่า รวมทั้งมีความเป็นยูเนี่ยนมากกว่า
ผู้ใช้เสิร์ชหาหนังสือ
อยู่ใกล้ที่ไหนก็ไปเอาหนังสือได้ที่ห้องสมุดใกล้บ้านเลย
เพราะหนังสือเขาจะมีเหมือนกันเป็นมาตรฐาน
ซึ่งต่างจากของไทยที่ยังมีความร่วมมือกันไม่มาก
แต่ตอนนี้เราก็มีการเริ่มทำ union catalog
หรือสหบรรณานุกรมแล้ว คือ สืบค้นหนังสือเจอ
เมื่อรู้ว่าอยู่ที่ไหนก็ไปยืมที่นั่น
ส่วนปัญหาในตัวงานของบรรณารักษ์
เองนั้นเป็นเรื่องของความคิดและมุมมองมากกว่า
งานบรรณารักษ์เป็นงานประจำที่ทำไม่จบในหนึ่งวัน
ทำให้คนรู้สึกท้อ ว่าเหมือนทำงานไม่เสร็จ ไม่ถึงเป้าหมายซะที
แต่จริงๆ แล้วเราตั้งเป้าหมายได้เป็นวันละห้าเล่ม
สิบเล่ม ก็ได้เอาแค่พอประมาณ ให้เหลือเวลาไปใช้กับงานในด้านอื่นๆ
บ้าง ซึ่งจะทำให้ได้เรียนรู้ เป็นการออกจากมุมแคบของตัวเอง
เมื่อออกมาข้างนอกแล้วจะเห็นปัญหาของงานประจำที่ตัวเองทำอยู่ได้ชัดเจนขึ้นด้วย
ปัญหาของผู้ใช้บริการ
ก็คือเราจะทำอย่างไรให้เขารู้วิธีค้นข้อมูลแบบไม่เสียเวลา
และ เรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากห้องสมุดจริงๆ
ซึ่งปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยังไม่เรียนรู้มารยาทในการจะใช้ห้องสมุด
หรือความเคารพสถานที่ มศว. ไม่มีที่ให้นักศึกษานั่งทำการบ้าน
นิสิตจึงใช้พื้นที่ของห้องสมุดแทน
ถ้าด้านนอกไม่มีการจัดการเรื่องนี้ให้
ต่อไปห้องสมุดอาจจะต้องจัดหาให้เอง
เช่น อาจจะจัดห้องเป็นพิเศษให้นิสิตนั่งทำงานไปเลย
ปัญหาอื่นๆ ก็จะเป็นปัญหาในด้านการบริการในช่วงที่มีผู้ใช้บริการมาก
เช่นในช่วงสอบเทอมแรก เดือนมิถุนายนจะเป็นช่วงพีคที่สุดของปี
ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ต้องการให้บรรณารักษ์ช่วยเหลือในเรื่องไหนบ้างคะ?
สมัยก่อนไม่มีเครื่องมือให้คนสืบค้นข้อมูลเหมือนเดี๋ยวนี้
แต่จะเป็นการสืบค้นจากซีดีรอม และบรรณารักษ์ทำได้คนเดียว
คนที่สนใจจริงๆ จะทิ้งหัวข้อเอาไว้ให้บรรณารักษ์เลย
ให้เราสืบค้น แล้วค่อยมารับรายชื่อหนังสือไป
ก็อยู่ในวิจารณญาณของบรรณารักษ์ที่จะเลือกให้ว่ามีหนังสือเล่มไหนบ้างที่เขาควรอ่านในหัวข้อที่ต้องการ
งานลักษณะนี้สนุกสำหรับบรรณารักษ์
แต่ปัจจุบัน ผู้ใช้สืบค้นหนังสือกันเองได้เพราะมีเครื่องมือให้
ก็จะพึ่งบรรณารักษ์ในเรื่องของคำที่จะใช้สืบค้นข้อมูลว่าควรจะใช้คำไหนบ้างจึงจะได้หนังสือที่ต้องการจริงๆ
เพราะถึงอย่างไร บรรณารักษ์ก็เป็นไกด์ช่วยเขาได้ เราหาได้ไว
เพราะมันเป็นทักษะ เป็นอาชีพ ถ้าเขาไม่มีเวลาหา
บรรณารักษ์ช่วยเขาได้ การทำวิทยานิพนธ์ควรจะมาหาบรรณารักษ์ก่อนก็จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่ต้องการเร็วขึ้น
ทุกวันนี้สื่อหนังสือต้องแข่งขันกับสื่ออีกหลายอย่างมาก
โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ท อาจารย์มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรบ้างคะ?
เดี๋ยวนี้ไม่ว่าเด็กหรือแม้แต่ครูก็มักจะใช้กูเกิ้ลในการค้นข้อมูล
ทั้งที่จริงแล้วกูเกิ้ลเป็นได้แค่คำตอบเล็กๆ
สั้นๆ ที่นำไปอ้างอิงหรือใช้งานไม่ได้
เพราะขาดในส่วนของรายละเอียดและแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ
นอกจากจะได้จากกูเกิ้ลบุ๊ค
สุดท้ายคนก็ต้องกลับมาพึ่งหนังสือเล่มที่มีแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือกว่า
ส่วนสื่ออื่นๆ เช่น ทีวีหรือเกมส์ที่ดึงเอาเวลาของเด็กจากการอ่านหนังสือไปมากนั้น
พ่อแม่เป็นตัวหลักที่จะแก้ไข ช่วยดึงลูกเข้าหาหนังสือได้มากขึ้น
หนังสือควรจะมีราคาถูก ในประเทศอินเดียหนังสือราคาถูกมาก
ที่จริงควรทำหนังสือให้มีรูปเล่มน่าสนใจ
มีราคาถูกลง หรือแจกฟรี หรือ รีปรินซ์เพื่อให้พ่อแม่นำไปสอนลูกได้
ดึงให้คนกลับเข้าหาหนังสือมากขึ้น
สื่อประเภทหนังนั้นไม่สามารถเก็บอารมณ์ของหนังสือได้หมดอยู่แล้ว
แต่อาจจะช่วยกระตุ้นให้คนอยากอ่านหนังสือที่นำไปสร้างเป็นหนังมากขึ้นเหมือนกัน
ครูควรส่งเสริมการอ่านของเด็ก แม้ในป.ตรี
อาจารย์ก็ควรมีรายชื่อหนังสือที่นิสิตควรอ่านให้ไว้ทุกคาบเรียน
ซึ่งเราก็พร้อมที่จะจัดทำรายการให้
ถ้ามีอาจารย์เปิดคอร์สใหม่ขึ้นมา
ขึ้นอยู่กับว่าอาจารย์เห็นความสำคัญในเรื่องนี้หรือเปล่า
เพราะตอนนี้ส่วนใหญ่อาจารย์ก็จะใช้หนังสือจากหิ้งเดิมๆ รายการเดิม
ไม่มีลิสท์อัพเดท
การเปิดสาขาใหม่เขาอาจจะมีลิสท์หนังสือของเขาเองอยู่แล้วก็ได้
แต่ถ้าเขายินดีให้เราทำ เราก็ทำ
เทรนด์การอ่านหนังสือของคนไทยยุคปัจจุบันที่อาจารย์เห็นเป็นอย่างไรบ้างคะ?
เทรนด์ท้องตลาด
ส่วนใหญ่ตอนนี้จะเป็นหนังสือประเภทฮาวทู
ก็สะท้อนว่า
คนเราถูกสังคมบีบให้ต้องประสบความสำเร็จ
ต้องหาเงิน
ฮาวทู
จะขายดีสำหรับพนักงานบริษัท
ที่ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจ เพราะทุกคนต่างก็อยากเป็นเถ้าแก่เล็กๆ
ไม่อยากเป็นลูกน้องใคร ในส่วนของราชการ
ก็อาจเกิดจากระบบราชการที่กำลังจะออกนอกระบบไม่มีหลักประกันอะไรจากรัฐบาล
ส่วนเทรนด์รองลงมาคือเรื่องสุขภาพ
คนเริ่มใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น เพราะสภาพแวดล้อม อาหารที่แย่ลง
ทำให้ทุกคนกลับมาจุดนี้
การที่คนนิยมอ่านฮาวทูกันมากขึ้นจะนำไปสู่แนวโน้มอย่างไรนั้น
คิดว่าเป็นเรื่องที่แปรผันไปตามสภาพจิตใจคนมากกว่าว่าเขาจะคิดเรื่องเงินอย่างเดียวรึเปล่า
ถ้าเห็นแก่เงินอย่างเดียว ก็จะเกิดสภาพแก่งแย่งกันมากขึ้นเป็นธรรมดา
สุดท้าย อาจารย์อยากจะฝากอะไรถึงบรรณารักษ์รุ่นใหม่บ้างคะ?
อยากให้บรรณารักษ์รู้จักคุณค่าของตัวเองมากขึ้นค่ะ
ส่วนใหญ่บรรณารักษ์จะอ่อนน้อมถ่อมตน
ไม่แสดงศักยภาพออกมา
ดังนั้น บรรณารักษ์ควรแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาให้เต็มที่ดีกว่า
จะช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น
ปัญหาคือ บางคนเก่งแต่ดูเหมือนเก็บกดความสามารถเอาไว้
งานทุกงานมีคุณค่าของมันทั้งนั้น
ขึ้นอยู่กับว่าจะมองเห็นแล้วทำให้เกิดประโยชน์กับสังคมจริงๆ
หรือเปล่า
หน้าที่ของบรรณารักษ์คือเป็นกลไกหนึ่งที่สำคัญของสังคม
“เราสร้างสังคมการเรียนรู้
นำพาคนไปสู่แหล่งความรู้”
|